การเพิ่มความสามารถในการใช้ยาตามแพทย์สั่ง

ด้วยฉลากภาษาภาพ

ribon01c.gif

ความเป็นมา

            ปัจจัยที่ทำให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย ประกอบด้วย...

แพทย์ / ทีมผู้รักษา

ต้องรักษาให้ถูกต้องตามมาตรฐาน มีความเชี่ยวชาญ     คำนึงถึงผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

 

 

 

img60.gif

 

ยา / เครื่องมือ

ต้องได้มาตรฐาน เหมาะสม และไม่เสื่อมสภาพ

 

     ผู้ป่วย / ญาติ

        ต้องมีความเข้าใจ และให้ความร่วมมือในการรักษา        สามารถบริหารยาได้ถูกต้องตามแพทย์สั่ง

 

            หากผู้ป่วยไม่สามารถบริหารยาด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง... ย่อมทำให้การรักษาด้วยยาไม่เกิดประสิทธิภาพ และอาจเกิดอันตรายจากการใช้ยาด้วย

 

bar08_dashed_green.gif

 

            กลุ่มผู้ป่วยที่มักมีปัญหาในการใช้ยาตามแพทย์สั่ง

flower_purple.gif ไม่อ่านฉลาก

flower_purple.gif มีปัญหาในการอ่าน ซึ่งแบ่งได้ เป็น

    - ผู้ป่วยที่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา

    - ไม่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา

 

        ในผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่อ่านฉลาก และกลุ่มที่มีปัญหาในการอ่านแต่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา หากสร้างความตระหนักให้ผู้ป่วยหรือญาติอ่านฉลากก่อนให้ผู้ป่วยบริหารยาทุกครั้งได้ ก็จะสามารถลดความผิดพลาดจากการใช้ยา และทำให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

                แต่ในผู้ป่วยกลุ่มที่มีปัญหาในการอ่าน และไม่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา แม้จะมีความตระหนักในการอ่านฉลากก่อนใช้ แต่เนื่องจากอ่านไม่ออก หรือมองเห็นไม่ชัดเจน อีกทั้งยังอาจได้รับยาหลายชนิด ทำให้ยากต่อการจดจำลักษณะของยากับวิธีใช้ได้ครบถ้วน จึงเสี่ยงที่จะมีการใช้ยาผิด และควรต้องมีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถบริหารยาได้ด้วยตนเองต่อไป

 

            ผู้ป่วยที่มักมีปัญหาในการอ่าน ได้แก่...

flower_purple.gif ผู้ป่วยสูงอายุ

flower_purple.gif ผู้ป่วยที่อ่านหนังสือไม่ออก

flower_purple.gif ผู้ป่วยที่มองเห็นไม่ชัดเจน

 

            การเพิ่มความสามารถในการบริหารยาด้วยตนเองให้กับผู้ป่วย ได้แก่...

flower_purple.gif ให้ข้อมูลการใช้ยาแก่ผู้ป่วยให้ครบถ้วน ทั้งโดยวาจา (ให้คำแนะนำขณะจ่ายยา) และลายลักษณ์อักษร (ฉลากยา-ฉลากช่วย)

            ซึ่งจะใช้ปฏิบัติกับผู้ป่วยทุกราย แต่สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีปัญหาในการอ่าน และไม่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา จะมีการเพิ่มวิธีการ...

flower_purple.gif ใช้ฉลากภาษาภาพ

 

bar08_dashed_green.gif

 

การพัฒนารูปแบบฉลากยาแบบพิเศษ

1. ฉลากจุด

 

 

 

รายละเอียด

จุดเด่น

จุดด้อย

ใช้ปากกา / หมึกสี แต้มจุดวงกลมใส่ในฉลากยาตามจำนวนที่ต้องใช้ในแต่ละวัน เช่น วันละ 3 เม็ด ก็แต้มไว้ 3 จุด หากเป็นมื้อละหลายเม็ดก็มีการเขียนกรอบสี่เหลี่ยมล้อมรอบไว้อีกที

ทำได้ง่าย ใช้เวลาน้อย

- ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นก่อนหรือหลังอาหาร

- ไม่บ่งบอกว่าเป็นมื้อใดอย่างชัดเจน เช่น หากเป็นยาที่ต้องรับประทานวันละครั้ง ผู้ป่วยอาจสับสนได้ง่ายว่าเป็นเวลา เช้า หรือก่อนนอน

- อาจทำให้ผู้ป่วยสับสนเกี่ยวกับวิธีการใช้ยา เช่น หากเห็นวงกลม 2 จุด ซึ่งหมายถึงใช้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด แต่ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่ารับประทาน 2 เม็ด ครั้งเดียว

- ไม่ระบุว่าเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาอาการใด ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าต้องใช้ต่อเนื่องกันจนหมด หรือหยุดยาเมื่ออาการป่วยหายดีแล้ว

 

 2. ฉลาก MUD (modifies unit dose)

 

 

 

รายละเอียด

จุดเด่น

จุดด้อย

ใช้ลักษณะการจัดที่ประยุกต์จากการจัดยาแบบ DOTS ของผู้ป่วยวัณโรค โดยจะจัดยาทุกตัวที่ต้องใช้ในแต่ละมื้อ คือ เช้า กลางวัน เย็น รวมไว้ในซองยาขนาดเล็กด้วยกัน จากนั้นจึงรวมยาในมื้อหนึ่ง ๆ ไว้ในซองยาขนาดใหญ่ที่ติดฉลาก MUD ทำให้ผู้ป่วยทราบว่าต้องรับประทานยา 1 ชุดในมื้อใดของวันบ้าง

- เหมาะกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มียาประจำหลายรายการ เพราะช่วยให้ใช้ได้ง่าย

- แยกเวลาในการรับประทานตามมื้ออาหารได้ และดูได้ง่าย

- ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นยาที่ต้องใช้ก่อนหรือหลังอาหาร จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้งก่อนและหลังอาหารซึ่งไม่สามารถอนุโลมให้รับประทานพร้อมกันได้

- ไม่สามารถระบุชื่อหรือสรรพคุณของยาได้ จึงไม่เหมาะกับการจัดยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการที่หยุดยาได้เมื่ออาการหายดีแล้ว

- ใช้เวลาในการจัดนาน และเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานยุ่งยากมากขึ้น

 

 3. ฉลากภาษาภาพ

 

ลักษณะ

จุดเด่น

จุดด้อย

เป็นใบปลิวแนบใส่ในซองยาขนาดใหญ่ แสดงภาพสีบ่งบอกถึงวิธีการใช้ยาทั้งจำนวนที่ใช้ ความถี่ และเวลาในการใช้ยา รวมถึงสรรพคุณของยาด้วย

- แยกแยะเวลาก่อน/หลังอาหารได้

- แยกแยะมื้อในการรับประทานยาเป็น เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอนได้

- บอกสรรพคุณยาได้ ทำให้ผู้ป่วยเลือกใช้หรือหยุดใช้ได้ตามอาการเจ็บป่วยที่เป็น

- ใช้เวลานานในการเขียนฉลากกว่าฉลาก 2 แบบข้างต้น แต่ใช้เวลาในการจัดยาและฉลากรวมแล้วน้อยกว่าฉลากแบบ MUD

- ฉลากมีขนาดใหญ่ (1/4 ของ A4) จึงจำเป็นต้องใช้ซองที่มีขนาดใหญ่ด้วย จึงเป็นการเพิ่มต้นทุนในการปฏิบัติงาน และซองที่ใช้ควรเป็นแบบที่มีซิปใสอยู่ด้านกว้าง (เพราะหากอยู่ด้านยาวจะทำให้ผู้ป่วยสูงอายุปิดฉลากได้สนิทยาก ยาอาจหกหล่นออกจากซองได้ง่าย)

- เนื่องจากฉลากภาษาภาพยังจัดเป็นของใหม่ที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย จึงต้องมีการอธิบายและทบทวนวิธีการดูฉลากทุกครั้งที่ผู้ป่วยได้รับฉลากภาษาภาพ

 

ผลการใช้ฉลากยาภาษาภาพ

1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยที่ได้รับฉลากภาษาภาพ

คุณลักษณะ

ร้อยละ

อายุ

น้อยกว่า 60 ปี

ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

 

7.1

92.9

เพศ

ชาย

หญิง

 

7.1

92.9

ความสามารถในการอ่าน

อ่านออก แต่มองเห็นไม่ชัด

อ่านไม่ออก

 

64.3

35.7

การอ่านฉลากยาแบบปกติ

มีปัญหาในการอ่าน

ไม่มีปัญหาในการอ่าน

 

100.0

0.0

จำนวนยาที่ได้รับ

น้อยกว่า 5 รายการ

5 - 9 รายการ

ตั้งแต่ 10 รายการขึ้นไป

 

28.6

64.3

7.1

ระยะเวลาตั้งแต่วันที่รับฉลาก ถึงวันที่ประเมินผล

3 - 5 วัน

6 - 10 วัน

มากกว่า 10 วัน

ระยะเวลาตั้งแต่วันที่รับฉลาก ถึงวันที่ประเมินผล                                

50.0

35.7

14.3

 

2. ความสามารถในการใช้ยาตามแพทย์สั่ง

ความสามารถในการ

ใช้ยาตามแพทย์สั่ง

ร้อยละของผู้ป่วยที่ใช้ฉลากภาษาภาพ

ตอบถูกทั้งหมด

(100 %)

ตอบได้มาก

(80 - 99 %)

ตอบได้ปานกลาง

(60 - 79 %)

ตอบได้น้อย

(น้อยกว่า 60 %)

บอกขนาดการใช้ถูกต้อง

100

0

0

0

บอกเวลาในการใช้ยา ก่อน/หลัง อาหารถูกต้อง

78.6

21.4

0

0

บอกความถี่ในการใช้ยาถูกต้อง

100

0

0

0

บอกสรรพคุณ / คำแนะนำในการใช้ยาถูกต้อง

71.2

21.4

7.1

0

 

สรุปและวิจารณ์ผล

        ฉลากภาษาภาพช่วยให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาในการอ่านฉลากแบบปกติสามารถบริหารยาด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากฉลากภาษาภาพมีตัวอักษรขนาดใหญ่ และมีภาพสื่อความหมายแทนตัวอักษร ซึ่งนอกจากจะใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาในการอ่านฉลากยาแบบปกติแล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยต่างชาติได้ด้วย

        แต่ยังมีข้อจำกัดในการใช้กับผู้ป่วยที่มองไม่เห็นเลย และผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน เพราะจะทำให้ไม่สามารถสื่อสารเพื่ออธิบายวิธีการใช้ฉลากภาษาภาพได้