การเพิ่มความสามารถในการใช้ยาตามแพทย์สั่ง
ด้วยฉลากภาษาภาพ

ความเป็นมา
ปัจจัยที่ทำให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย ประกอบด้วย...
|
แพทย์ / ทีมผู้รักษา ต้องรักษาให้ถูกต้องตามมาตรฐาน มีความเชี่ยวชาญ คำนึงถึงผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
|
|
|
|
ยา / เครื่องมือ ต้องได้มาตรฐาน เหมาะสม และไม่เสื่อมสภาพ
|
|
ผู้ป่วย / ญาติ ต้องมีความเข้าใจ และให้ความร่วมมือในการรักษา สามารถบริหารยาได้ถูกต้องตามแพทย์สั่ง |
|
หากผู้ป่วยไม่สามารถบริหารยาด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง... ย่อมทำให้การรักษาด้วยยาไม่เกิดประสิทธิภาพ และอาจเกิดอันตรายจากการใช้ยาด้วย
![]()
กลุ่มผู้ป่วยที่มักมีปัญหาในการใช้ยาตามแพทย์สั่ง
ไม่อ่านฉลาก
มีปัญหาในการอ่าน ซึ่งแบ่งได้ เป็น
- ผู้ป่วยที่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา
- ไม่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา
ในผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่อ่านฉลาก และกลุ่มที่มีปัญหาในการอ่านแต่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา หากสร้างความตระหนักให้ผู้ป่วยหรือญาติอ่านฉลากก่อนให้ผู้ป่วยบริหารยาทุกครั้งได้ ก็จะสามารถลดความผิดพลาดจากการใช้ยา และทำให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ในผู้ป่วยกลุ่มที่มีปัญหาในการอ่าน และไม่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา แม้จะมีความตระหนักในการอ่านฉลากก่อนใช้ แต่เนื่องจากอ่านไม่ออก หรือมองเห็นไม่ชัดเจน อีกทั้งยังอาจได้รับยาหลายชนิด ทำให้ยากต่อการจดจำลักษณะของยากับวิธีใช้ได้ครบถ้วน จึงเสี่ยงที่จะมีการใช้ยาผิด และควรต้องมีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถบริหารยาได้ด้วยตนเองต่อไป
ผู้ป่วยที่มักมีปัญหาในการอ่าน ได้แก่...
ผู้ป่วยสูงอายุ
ผู้ป่วยที่อ่านหนังสือไม่ออก
ผู้ป่วยที่มองเห็นไม่ชัดเจน
การเพิ่มความสามารถในการบริหารยาด้วยตนเองให้กับผู้ป่วย ได้แก่...
ให้ข้อมูลการใช้ยาแก่ผู้ป่วยให้ครบถ้วน ทั้งโดยวาจา (ให้คำแนะนำขณะจ่ายยา) และลายลักษณ์อักษร
(ฉลากยา-ฉลากช่วย)
ซึ่งจะใช้ปฏิบัติกับผู้ป่วยทุกราย แต่สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีปัญหาในการอ่าน และไม่มีญาติคอยดูแลการใช้ยา จะมีการเพิ่มวิธีการ...
ใช้ฉลากภาษาภาพ
![]()
การพัฒนารูปแบบฉลากยาแบบพิเศษ
1. ฉลากจุด
|
|
|
|
รายละเอียด |
จุดเด่น |
จุดด้อย |
|
ใช้ปากกา / หมึกสี แต้มจุดวงกลมใส่ในฉลากยาตามจำนวนที่ต้องใช้ในแต่ละวัน เช่น วันละ 3 เม็ด ก็แต้มไว้ 3 จุด หากเป็นมื้อละหลายเม็ดก็มีการเขียนกรอบสี่เหลี่ยมล้อมรอบไว้อีกที |
ทำได้ง่าย ใช้เวลาน้อย |
- ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นก่อนหรือหลังอาหาร - ไม่บ่งบอกว่าเป็นมื้อใดอย่างชัดเจน เช่น หากเป็นยาที่ต้องรับประทานวันละครั้ง ผู้ป่วยอาจสับสนได้ง่ายว่าเป็นเวลา เช้า หรือก่อนนอน - อาจทำให้ผู้ป่วยสับสนเกี่ยวกับวิธีการใช้ยา เช่น หากเห็นวงกลม 2 จุด ซึ่งหมายถึงใช้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด แต่ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่ารับประทาน 2 เม็ด ครั้งเดียว - ไม่ระบุว่าเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาอาการใด ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าต้องใช้ต่อเนื่องกันจนหมด หรือหยุดยาเมื่ออาการป่วยหายดีแล้ว |
2. ฉลาก MUD (modifies unit dose)
|
|
|
|
|
|
|
รายละเอียด |
จุดเด่น |
จุดด้อย |
|
ใช้ลักษณะการจัดที่ประยุกต์จากการจัดยาแบบ DOTS ของผู้ป่วยวัณโรค โดยจะจัดยาทุกตัวที่ต้องใช้ในแต่ละมื้อ คือ เช้า กลางวัน เย็น รวมไว้ในซองยาขนาดเล็กด้วยกัน จากนั้นจึงรวมยาในมื้อหนึ่ง ๆ ไว้ในซองยาขนาดใหญ่ที่ติดฉลาก MUD ทำให้ผู้ป่วยทราบว่าต้องรับประทานยา 1 ชุดในมื้อใดของวันบ้าง |
- เหมาะกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มียาประจำหลายรายการ เพราะช่วยให้ใช้ได้ง่าย - แยกเวลาในการรับประทานตามมื้ออาหารได้ และดูได้ง่าย |
- ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นยาที่ต้องใช้ก่อนหรือหลังอาหาร จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้งก่อนและหลังอาหารซึ่งไม่สามารถอนุโลมให้รับประทานพร้อมกันได้ - ไม่สามารถระบุชื่อหรือสรรพคุณของยาได้ จึงไม่เหมาะกับการจัดยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการที่หยุดยาได้เมื่ออาการหายดีแล้ว - ใช้เวลาในการจัดนาน และเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานยุ่งยากมากขึ้น |
3. ฉลากภาษาภาพ
|
|
|
|
ลักษณะ |
จุดเด่น |
จุดด้อย |
|
เป็นใบปลิวแนบใส่ในซองยาขนาดใหญ่ แสดงภาพสีบ่งบอกถึงวิธีการใช้ยาทั้งจำนวนที่ใช้ ความถี่ และเวลาในการใช้ยา รวมถึงสรรพคุณของยาด้วย |
- แยกแยะเวลาก่อน/หลังอาหารได้ - แยกแยะมื้อในการรับประทานยาเป็น เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอนได้ - บอกสรรพคุณยาได้ ทำให้ผู้ป่วยเลือกใช้หรือหยุดใช้ได้ตามอาการเจ็บป่วยที่เป็น |
- ใช้เวลานานในการเขียนฉลากกว่าฉลาก 2 แบบข้างต้น แต่ใช้เวลาในการจัดยาและฉลากรวมแล้วน้อยกว่าฉลากแบบ MUD - ฉลากมีขนาดใหญ่ (1/4 ของ A4) จึงจำเป็นต้องใช้ซองที่มีขนาดใหญ่ด้วย จึงเป็นการเพิ่มต้นทุนในการปฏิบัติงาน และซองที่ใช้ควรเป็นแบบที่มีซิปใสอยู่ด้านกว้าง (เพราะหากอยู่ด้านยาวจะทำให้ผู้ป่วยสูงอายุปิดฉลากได้สนิทยาก ยาอาจหกหล่นออกจากซองได้ง่าย) - เนื่องจากฉลากภาษาภาพยังจัดเป็นของใหม่ที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย จึงต้องมีการอธิบายและทบทวนวิธีการดูฉลากทุกครั้งที่ผู้ป่วยได้รับฉลากภาษาภาพ |
ผลการใช้ฉลากยาภาษาภาพ
1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยที่ได้รับฉลากภาษาภาพ
|
คุณลักษณะ |
ร้อยละ |
|
อายุ น้อยกว่า 60 ปี ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป |
7.1 92.9 |
|
เพศ ชาย หญิง |
7.1 92.9 |
|
ความสามารถในการอ่าน อ่านออก แต่มองเห็นไม่ชัด อ่านไม่ออก |
64.3 35.7 |
|
การอ่านฉลากยาแบบปกติ มีปัญหาในการอ่าน ไม่มีปัญหาในการอ่าน |
100.0 0.0 |
|
จำนวนยาที่ได้รับ น้อยกว่า 5 รายการ 5 - 9 รายการ ตั้งแต่ 10 รายการขึ้นไป |
28.6 64.3 7.1 |
|
ระยะเวลาตั้งแต่วันที่รับฉลาก ถึงวันที่ประเมินผล 3 - 5 วัน 6 - 10 วัน มากกว่า 10 วัน |
ระยะเวลาตั้งแต่วันที่รับฉลาก ถึงวันที่ประเมินผล 50.0 35.7 14.3 |
2. ความสามารถในการใช้ยาตามแพทย์สั่ง
|
ความสามารถในการ ใช้ยาตามแพทย์สั่ง |
ร้อยละของผู้ป่วยที่ใช้ฉลากภาษาภาพ |
|||
|
ตอบถูกทั้งหมด (100 %) |
ตอบได้มาก (80 - 99 %) |
ตอบได้ปานกลาง (60 - 79 %) |
ตอบได้น้อย (น้อยกว่า 60 %) |
|
|
บอกขนาดการใช้ถูกต้อง |
100 |
0 |
0 |
0 |
|
บอกเวลาในการใช้ยา ก่อน/หลัง อาหารถูกต้อง |
78.6 |
21.4 |
0 |
0 |
|
บอกความถี่ในการใช้ยาถูกต้อง |
100 |
0 |
0 |
0 |
|
บอกสรรพคุณ / คำแนะนำในการใช้ยาถูกต้อง |
71.2 |
21.4 |
7.1 |
0 |
สรุปและวิจารณ์ผล
ฉลากภาษาภาพช่วยให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาในการอ่านฉลากแบบปกติสามารถบริหารยาด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากฉลากภาษาภาพมีตัวอักษรขนาดใหญ่ และมีภาพสื่อความหมายแทนตัวอักษร ซึ่งนอกจากจะใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาในการอ่านฉลากยาแบบปกติแล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยต่างชาติได้ด้วย
แต่ยังมีข้อจำกัดในการใช้กับผู้ป่วยที่มองไม่เห็นเลย และผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน เพราะจะทำให้ไม่สามารถสื่อสารเพื่ออธิบายวิธีการใช้ฉลากภาษาภาพได้