ความปลอดภัย

ในการใช้ยาขณะให้นมบุตร

(กุมภาพันธ์ 2550)

 

นิยามศัพท์

เอกสารอ้างอิง

 

รายการยาเม็ดที่ใช้ภายใน รพร.กุฉินารายณ์

ชื่อยา

Lactation Risk Category

หมายเหตุ

Abacavir

-

ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Abacavir เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Acetazolamide

L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Acetazolamide ได้

Actifed

L1 (Triprolidine),

L3 (Pseudoephredine : acute use)

/

L4 (Pseudoephredine : chronic use)

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Actifed ได้ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

Acyclovir

L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่อทารก จึงให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Acyclovir ได้

Albendazole

-

จากการทดลองในสัตว์ พบว่ายาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ขาดข้อมูลการศึกษาในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่าเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารกที่มารดาได้รับยานี้ขณะให้นมบุตร จึงให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Albendazole ได้

Allopurinol

L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่อทารก จึงให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Allopurinol ได้

Amiloride + HCTZ (Moduretic)

L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และการใช้ในขนาดสูงๆ อาจมีผลยับยั้งการหลั่งน้ำนม  แต่สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Moduretic ได้ อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังภาวะ Thrombocytopenia ในทารก จาก Hydrochlorothiazide (แต่อาการอันไม่พึงประสงค์นี้พบได้ไม่บ่อย)

Amitriptyline

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่หากจำเป็นต้องใช้ยา ก็สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Amitriptyline ในขนาดการใช้ไม่เกินวันละ 150 mg ได้ อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นในทารก เช่น อาการง่วงซึม

Amlodipine

-

...ไม่มีข้อมูล...

Amoxycillin

L1

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบความเป็นพิษต่อทารก  จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Amoxycillin ได้ อย่างไรก็ตาม ยาอาจมีผลกระทบต่อแบคทีเรียในลำไส้ (Normal Flora) และยังอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในทารกได้ จึงควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผื่นแพ้ยา หากพบ ให้หยุดให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ยานี้ และต่อไปห้ามใช้ยากลุ่มนี้ในเด็ก

Amoxycillin + Clavulanic acid (Co-amoxyclav)

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบความเป็นพิษต่อทารก  จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Co-Amoxyclav ได้ อย่างไรก็ตาม ยาอาจมีผลกระทบต่อแบคทีเรียในลำไส้ (Normal Flora) และยังอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในทารกได้ จึงควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผื่นแพ้ยา หากพบ ให้หยุดให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ยานี้ และต่อไปห้ามใช้ยากลุ่มนี้ในเด็ก

Andrographis paniculata (ฟ้าทะลายโจร)

-

...ไม่มีข้อมูล...

Antacid

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบรายงานความเป็นพิษต่อทารก  จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Antacid ได้

Aspirin

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น พิษจากซาลิซัยเลท, เลือดแข็งตัวช้า  จึงควรระมัดระวัง หรือหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Aspirin

Atenolol

-

ยาขับออกทางน้ำนมและสะสมเป็นปริมาณที่สูงได้ จึงอาจทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารก เช่น หัวใจเต้นเร็ว(Bradycardia), ตัวเขียว(Cyanosis), ตัวเย็น(Hypothermia), ความดันโลหิดต่ำ(Hypotension)  โดยเฉพาะทารกที่อายุน้อยกว่า 1 เดือน หรือทารกที่คลอดก่อนกำหนด จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรขณะที่ใช้ Atenolol (หรือเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่น เช่น Propranolol แทน)

Bisacodyl

-

ไม่พบว่ายานี้มีการขับออกทางน้ำนม แต่เนื่องจากยาระบายในกลุ่มที่ออกฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่โดยตรงมักไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงให้นมบุตร จึงไม่แนะนำให้ใช้ Bisacodyl ขณะให้นมบุตร

Bromhexine

-

ยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยของการใช้ขณะให้นมบุตร จึงไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตร หากจำเป็นต้องใช้ Bromhexine

Calcium carbonate

-

สามารถใช้ Calcium carbonate ในขณะที่ให้นมบุตรได้ แต่ไม่ควรใช้เกินขนาดที่ RDA กำหนดไว้ (1,200 mg/day)

Carbamazepine

L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Carbamazepine ได้ (แต่ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารก เช่น ง่วงซึม, ดีซ่าน, ไม่ดูดนม, คลื่นไส้ และน้ำหนักไม่เพิ่ม / น้ำหนักน้อย)

Cephalexin

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ยาอาจมีผลต่อแบคทีเรียในลำไส้ (Normal flora) แต่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Cephalexin ได้

Chloramphenicol

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยเกินกว่าจะทำให้เกิด Gray syndrome ได้ แต่อาจมีผลกดการสร้างไขกระดูก และยังมีผลต่อแบคทีเรียในลำไส้ (Normal flora) จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Chloramphenicol

Chloroquine

L3

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Chloroquine ได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ (haemolysis, jaundice) ในทารกที่อายุน้อยกว่า 1 เดือน หรือทารกที่คลอดก่อนกำหนด และหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ยานี้ หากทารกมีภาวะ G-6-PD หรือหากใช้เพื่อรักษาอาการปวดข้อ(Rheumatic)ของมารดา

Chlorpheniramine

-

ยาอาจยับยั้งการสร้างน้ำนม อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารกได้ เช่น ง่วงซึม, กระวนกระวายผิดปกติ จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Chlorpheniramine หากไม่สามารถให้นมผงแทนหรือหยุดให้นมบุตรได้ ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดในทารก และหยุดใช้ยาหรือหยุดให้นมบุตรเมื่อพบอาการดังกล่าว

Chlorpromazine

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และอาจทำเกิดอาการง่วงซึมและเฉื่อยชาในทารก  จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Chlorpromazine หรือหากจำเป็นต้องให้นมบุตร ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น และหยุดให้นมบุตรเมื่อพบอาการดังกล่าว

Cinnarizine

-

ยาอาจทำให้ทารกมีอาการกระวนกระวายผิดปกติ จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Cinnarizine

Clarithromycin

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และยังไม่พบว่าทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ใด ๆ แต่เนื่องจากเป็นยาที่ค่อนข้างใหม่ การศึกษาจึงยังมีจำกัด  ฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Clarithromycin จนกว่าจะมีผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือมายืนยันความปลอดภัยของการใช้ขณะให้นมบุตร

Clindamycin

L3

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Clindamycin ได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ (ท้องเสีย, ถ่ายเป็นเลือด) ในทารก และหากพบควรหยุดให้นมบุตรไปจนกว่าจะใช้ยาหมด

Clofazimine

-

ยาขับออกทางน้ำนม และอาจทำให้สีผิวของทารกผิดปกติได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Clofazimine แต่หากไม่สามารถให้นมผงแทนได้ ควรแนะนำผู้ป่วยให้เข้าใจว่าสีผิวของทารกที่ผิดปกติไปนั้น สามารถหายได้เมื่อหยุดใช้ยา แต่อาจใช้เวลานานหลายเดือน

Clomiphene

-

ไม่มีข้อมูลว่ายาขับออกทางน้ำนมหรือไม่ แต่ยาอาจยับยั้งการหลั่งน้ำนมได้1 อีกทั้งไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้ในหญิงที่ให้นมบุตร จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Clomiphene

Clotrimazole Vaginal

-

...ไม่มีข้อมูล...

Cloxacillin

L1

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบความเป็นพิษต่อทารก  จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Cloxacillin ได้ อย่างไรก็ตาม ยาอาจมีผลกระทบต่อแบคทีเรียในลำไส้ (Normal Flora) และยังอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในทารกได้ จึงควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผื่นแพ้ยา หากพบ ให้หยุดให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ยานี้ และต่อไปห้ามใช้ยากลุ่มนี้ในเด็ก

Colchicine

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Colchicine ได้

Conjugated estrogen (Premarin)

L3

ยามีผลลดปริมาตรน้ำนมและสัดส่วนของไนโตรเจนและโปรตีนในน้ำนม แต่ไม่พบว่ายาทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Estrogen, conjugated ได้ หากไม่มีปัญหาเรื่องปริมาตรน้ำนมที่ลดลง

Curcuma Longa Linn. (ขมิ้นชัน)

-

จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง ไม่พบว่ายามีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Curcuma longa (ขมิ้นชัน) ได้

Cyproheptadine

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และอาจทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารก เช่น ตื่นเต้น กระวนกระวาย นอกจากนี้ การใช้ยาต่อเนื่องกันนาน ๆ ยังมีผลลดระดับโปรแลคติน มีผลยับยั้งการสร้างน้ำนมได้ จึงไม่ควรใช้ Cyproheptadine ในขณะที่ให้นมบุตร

Daflon

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Dapsone

L4

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และอาจทำให้เกิดภาวะ Hemolytic anemia ได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วย G-6-PD หากจำเป็น สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Dapsone(DDS)ได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น (Hemolysis และ Jaundice) โดยเฉพาะทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีอายุน้อยกว่า 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ห้ามให้นมบุตร หากทารกมีภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD

Dextromethorphan

-

...ไม่มีข้อมูล...

Diasgest

-

...ไม่มีข้อมูล...

Diazepam

-

ยาขับออกทางน้ำนม และอาจสะสมในทารก ทำให้เกิดอาการง่วงซึม และน้ำหนักลดได้ หากจำเป็น สามารถใช้ Diazepam แบบครั้งเดียว (Single dose) ขณะให้นมบุตรได้ แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน หรือหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในกรณีดังกล่าว

Diclofenac

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถใช้ Diclofenac ขณะให้นมบุตรได้

Dicloxacillin

-

...ไม่มีข้อมูล...

Didanosine (ddI)

-

ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยานี้ในขณะให้นมบุตร แต่ไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Didanosine เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกทางน้ำนม

Diethylcarbamazine citrate (DEC)

-

...ไม่มีข้อมูล...

Digoxin

L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Digoxin ได้

Dimenhydrinate

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และอาจทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารก เช่น ตื่นเต้น กระวนกระวาย จึงไม่แนะนำให้ใช้ Dimenhydrinate ระหว่างที่ให้นมบุตร

Dipotassium clorazepate

-

ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในการใช้ขณะให้นมบุตรของยาตัวนี้ แต่เนื่องจากยาตัวอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน เช่น Diazepam อาจสะสมและทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารกได้ จึงไม่ควรให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Dipotassium clorazepate

Domperidone

L1

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Domperidone ได้ (นอกจากนี้พบว่า ยามีผลเพิ่มการหลั่ง Prolactin ทำให้กระตุ้นการสร้างน้ำนมได้ด้วย แต่องค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐไม่แนะนำให้ใช้ในข้อบ่งใช้นี้ เพราะเคยพบรายงานผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติและหัวใจวายเมื่อได้รับ Domperidone เข้าทางหลอดเลือดดำ)

Doxycycline

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ หากจำเป็น พิจารณาให้ใช้แบบครั้งเดียว (Single dose) ในระหว่างที่ให้นมบุตรไดแต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Doxycycline แบบติดต่อกัน เพราะอาจทำให้ฟันของทารกเปลี่ยนสีและมีผลต่อการเติบโตของกระดูก

Efavirenz

 -

ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Efavirenz เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Enalapril

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณน้อยมากจนไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Enalapril ได้

Ergotamine + Caffeine (Cafergot)

 -

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และพบว่า Ergotamine ทำให้ทารกเกิด Ergotism (ทารกจะอาเจียน ท้องเสีย และชัก) ได้ อีกทั้งอาจมีผลกดการหลั่งของน้ำนม ส่วน Caffeine ในขนาดที่ใช้ ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก แต่หากใช้ติดต่อกันจนเกิดการสะสมก็มีผลกระทบต่อการนอนของทารก จึงห้ามให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Ergotamine + Caffeine

Erythromycin

L1 (L3 early postnatal) 

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Erythromycin ได้ แต่ยาอาจมีผลกระทบต่อเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ (normal flora) ของทารก จึงควรเฝ้าระวังความผิดปกติดังกล่าว หรือหลีกเลี่ยงการใช้หลังคลอดใหม่ ๆ

Estradiol valerate + Norgestrel (Cyclo-progynova)

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Ethambutol

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมในปริมาณน้อยมาก ๆ และไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงแนะนำให้ใช้ Ethambutol ในขณะให้นมบุตรได้

Ethinylestradiol + Levonorgestrel (Oral contraceptive)

 L3 (L2 สำหรับ Levonorgestrel)

พบว่า Ethinylestradiol จะลดปริมาณการสร้างน้ำนม และเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำนม จึงไม่ควรใช้ Ethinylestradiol+Levonorgestrel ในขณะให้นมบุตร หากจำเป็นต้องใช้ และไม่สามารถให้นมผงแทนได้ ควรใช้ในขนาดต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเฝ้าระวังภาวะขาดสารอาหารหรือน้ำหนักลดในทารก

FBC

 -

สามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ FBC ได้ (ไม่ควรใช้เกินกว่าขนาดที่ RDA กำหนด ซึ่งหากได้รับเพียงพอจากอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเสริมอีก)

แต่หากได้รับวิตามินซีในขนาดสูง ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ เช่น เลือดออก หรือ ดีซ่าน โดยเฉพาะในทารกที่คลอดก่อนกำหนด

Fluconazole

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ยังไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงให้ใช้ Fluconazole ในขณะให้นมบุตรได้

Folic

 L1

มารดาสามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Folic ได้ (อย่างไรก็ตาม ระดับโฟลิคที่ RDA แนะนำในระยะให้นมบุตรคือ 0.280 มิลลิกรัม / วัน ซึ่งได้รับจากอาหารก็เพียงพอต่อความต้องการของคนปกติที่ไม่มีภาวะขาด Folic หรือ Megaloblastic anemia จึงไม่จำเป็นต้องได้รับ Folic เสริมอีก)

Furosemide

 -

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก แต่ยามีผลลดการสร้างน้ำนม จึงไม่ควรใช้ Furosemide ในระยะให้นมบุตร

Gemfibrozil

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Glibenclamide

 -

ยาอาจมีผลทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ (Hyperglycemia) ในทารก จึงไม่ควรใช้ Glibenclamide ในระยะให้นมบุตร

Glipizide

 -

ยาอาจมีผลทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ (Hyperglycemia) ในทารก จึงไม่ควรใช้ Glipizide ในระยะให้นมบุตร

Griseofulvin

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Haloperidol

 -

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารกหรือไม่ หากจำเป็น สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Haloperidol ได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ง่วงซึม และหยุดให้นมบุตรทันทีที่พบอาการดังกล่าว

Hydrochlorothiazide (HCTZ)

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก แต่เนื่องจากยาอาจมีผลลดการสร้างน้ำนม จึงไม่ควรใช้ Hydrochlorothiazide ในระยะให้นมบุตร

Hydroxyzine

 -

ไม่มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยานี้ในระยะให้นมบุตร แต่เนื่องจากยามีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงน่าจะขับผ่านทางน้ำนมได้ และเพราะยังไม่ทราบผลที่จะเกิดขึ้นกับทารก จึงไม่ควรใช้ Hydroxyzine ในระยะให้นมบุตร

Hyoscine-N-butylbromide

 -

ยังไม่พบว่ายานี้ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Hyoscine ได้

Ibuprofen

 L1

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณน้อยมากจนไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Ibuprofen ได้

Indinavir

-

ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Indinavir เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Indomethacin

 L3

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และเคยพบรายงานการเกิดการชักในทารก แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าเกิดจากยานี้ หากจำเป็น จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Indomethacin ได้ แต่ให้เฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น (การใช้ Diclofenac หรือ Ibuprofen น่าจะปลอดภัยกว่า)

Isoniazid

 L3

สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Isoniazid ได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การชัก, อาการทางระบบประสาทส่วนปลาย (Nueropathy) และ ความเป็นพิษต่อตับ และควรแนะนำให้มารดาเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันการขาดวิตามินบี 6 (Pyridoxine)

Isosorbide dinitrate

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Itraconazole

 -

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และอาจเกิดการสะสมอยู่ในร่างกาย จึงไม่ควรใช้ Itraconazole ในระยะให้นมบุตร

Ketoconazole

 L2

เมื่อพิจารณายาที่อยู่ในกลุ่มโครงสร้างเดียวกัน คาดว่ายานี้ขับออกทางน้ำนมได้ และยังไม่ทราบผลที่จะเกิดขึ้นต่อทารก จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Ketoconazole

Lamivudine (3TC)

-

ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Lamivudine เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Lamivudine + Nevirapine + Stavudine (GPO Vir)

 -

มารดาไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ GPO-vir (Nevirapine + Lamivudine + Stavudine) เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Levothyroxine

 L1

ยาขับออกทางน้ำนมได้ในปริมาณน้อยมากจนไม่ส่งผลกระทบต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Levothyroxin ได้

Loratadine

 L1

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่การใช้ขนาด 10 มิลลิกรัม / วันของมารดาในระยะให้นมบุตร พบว่ามีความปลอดภัยต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Loratadine ได้

Lorazepam

 -

สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Lorazepam ได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ เช่น อาการง่วงซึม ดูดนมยาก น้ำหนักลด และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันในระยะยาว

Magnesium hydroxide

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Mebendazole

 -

เนื่องจากยาถูกดูดซึมได้น้อย จึงอาจพบยาขับออกทางน้ำนมในปริมาณต่ำมากๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ Mebendazole ในระหว่างที่ให้นมบุตร เนื่องจากยาอาจมีผลยับยั้งการหลั่งน้ำนม

Medroxyprogesterone + Conjugated estrogen (Premelle)

 -

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Medroxyprogesterone + Conjugated estrogen (Premelle) ในระยะให้นมบุตร เพราะยามีผลกดการหลั่งน้ำนม และเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำนม

Mefenamic acid

 -

สามารถใช้ Mefenamic acid ในระหว่างให้นมบุตรได้ อย่างไรก็ตาม ยาอาจทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ได้  NSAIDs ตัวอื่น ๆ เช่น Diclofenac หรือ Ibuprofen จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

Metformin

 -

ไม่มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยานี้ในระยะให้นมบุตร แต่เนื่องจากยามีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงน่าจะขับผ่านทางน้ำนมได้ และเพราะยังไม่ทราบผลที่จะเกิดขึ้นกับทารก จึงไม่ควรใช้ Metformin ในระยะให้นมบุตร

Methotrexate

 -

ห้ามใช้ Methotrexate ในระยะให้นมบุตร เพราะยาอาจเกิดการสะสมและทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารก เช่น กดภูมิคุ้มกัน, อาการอันไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับการเจริญเติบโต, Neutropenia และอาจมีผลเป็นสารก่อมะเร็ง

Methyldopa

L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณน้อยมากจนไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Methyldopa ได้

Metronidazole

 -

ยาอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือภาวะ Lactose intolerance อีกทั้งพบว่ายานี้มีผลเป็นสารก่อมะเร็งหรือทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในสัตว์ทดลองบางสายพันธุ์ จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Metronidazole (กรณีใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อ Trichomoniasis ในระยะที่ต้องให้นมบุตร แนะนำให้รับประทาน 2 กรัม ครั้งเดียว และหยุดให้นมบุตรหลังรับประทานยาอย่างน้อย 12 – 24 ชั่วโมง)

Misoprostol

 -

แม้จะยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดเกี่ยวกับการขับยาผ่านทางน้ำนม แต่บริษัทผู้ผลิตแนะนำว่า ห้ามให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Misoprostol เพราะอาจทำให้ทารกท้องร่วงอย่างรุนแรงได้

Morphine sulfate

 L3

มารดาสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Morphine ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้เกินขนาดหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพราะยาอาจสะสมและทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่อ Neurobehavior และพัฒนาการของทารก

Multivitamin (MTV)

 -

ามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Multivitamin (MTV) ได้ (แต่ไม่ควรใช้เกินกว่าขนาดที่ RDA กำหนด ซึ่งหากได้รับเพียงพอจากอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเสริมอีก)

แต่การที่มารดาได้รับวิตามินดีในขนาดสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะ Hypercalemia ในทารก จึงควรเฝ้าระวังระดับแคลเซียมในเลือดของทารกด้วย

Nelfinavir

 -

ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Nelfinavir เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Nevirapine

 -

ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Nevirapine เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Niclosamide

 -

ไม่มีข้อมูลว่ายานี้ขับออกทางน้ำนมหรือไม่ อย่างไร แต่ยังไม่เคยพบรายงานอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารกที่มารดามีการใช้ยานี้ระหว่างให้นมบุตร ดังนั้น หากจำเป็น สามารถให้นมบุตรขณะที่ใช้ Niclosamide ได้

Nifedipine

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่พบในปริมาณที่น้อยมาก จึงมีความเสี่ยงน้อยที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อทารก ดังนั้น สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Nifedipine ได้ (หากเว้นระยะห่างหลังรับประทานยา 3 – 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้นมบุตร ก็จะลดขนาดยาที่ทารกได้รับผ่านทางน้ำนมลงได้อีก)

Norethisterone (Primolut-N)

 -

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Norethisterone ในระยะให้นมบุตร เพราะยามีผลกดการหลั่งน้ำนม และอาจทำให้ทารกมีน้ำหนักลดลง

Norfloxacin

 -

ยังไม่มีผลการศึกษาว่ายาขับออกทางน้ำนมได้หรือไม่ แต่เนื่องจากยามีน้ำหนักโมเลกุลน้อย และยาในกลุ่มเดียวกันเช่น Ofloxacin และ Ciprofloxacin ขับออกทางน้ำนมได้ จึงคาดว่ายานี้น่าจะขับออกทางน้ำนมได้เช่นกัน

ยาอาจทำให้เกิดพิษกับข้อต่อของทารก อีกทั้งยากลุ่มนี้มักทำให้เกิดภาวะไวแสง ซึ่งพบว่ายาบางตัวในกลุ่มทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังในสัตว์ทดลองได้ จึงไม่แนะนำให้ผู้ป่วยให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Norfloxacin

Ofloxacin

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และอาจทำให้เกิดพิษกับข้อต่อของทารก อีกทั้งยากลุ่มนี้มักทำให้เกิดภาวะไวแสง ซึ่งพบว่ายาบางตัวในกลุ่มทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังในสัตว์ทดลองได้ จึงไม่แนะนำให้ผู้ป่วยให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Ofloxacin

Omeprazole

 -

ยังไม่มีการศึกษารองรับ แต่เนื่องจากยามีน้ำหนักโมเลกุลค่อนข้างต่ำ จึงคาดว่ายาน่าจะขับออกทางน้ำนมได้ และเพราะยามีผลยับยั้งการหลั่งกรดแกสตริคแบบถาวร ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทารก จึงควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Omeprazole หรือหลีกเลี่ยงการใช้ยาในระยะนี้

Orphenadrine + Paracetamol (Norgesic)

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Oseltamivir (Tamiflu)

 -

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผลที่เกิดกับทารกยังมีจำกัด จึงควรใช้ Oseltamivir เฉพาะเมื่อเล็งเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ต่อมารดามากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับทารก หรือหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในช่วงที่ใช้ยา

Paracetamol

L1

ยาขับออกทางน้ำนมในปริมาณน้อย นอกจากรายงานว่าพบทารกหนึ่งรายที่เกิดผื่นแบบ Maculo-papular rash แล้ว ยังไม่พบรายงานอื่น ๆ ว่าเกิดอาการไม่พึงประสงค์ใด ๆ ในทารกอีก จึงแนะนำว่าสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Paracetamol ได้

Penicillin V

 L1

สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Penicillin v ได้ แต่ควรเฝ้าระวังผลกระทบบางอย่างในทารก เช่น ท้องเสีย, การติดเชื้อรา, การเกิดผื่น หรือการแพ้ยา

Perphenazine

 -

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แม้จากกรณีศึกษา 1 รายที่มารดามีการให้นมบุตร 3.5 เดือนในระหว่างที่ใช้ยานี้ จะไม่พบว่าทารกเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ใด ๆ แต่ข้อมูลยังมีจำกัด จึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยของทารก ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Perphenazine

Phenobabital

 -

ยาขับออกทางน้ำนมและทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในทารกได้ อีกทั้งการขับยาออกอย่างช้า ๆ ยังอาจเป็นเหตุให้มีการสะสมในร่างกายจนเป็นพิษ และการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เมื่อหยุดให้นมบุตรก็อาจทำให้เกิดอาการขาดยาในทารกได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Phenobarbital หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ เช่น ง่วงซึม, การดูดนมลดลง, น้ำหนักลด และติดตามระดับยาในเลือดของทารก

Phenytoin

 L2

สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Phenytoin ได้ จากการติดตามผลการใช้ยาขณะให้นมบุตรหลาย ๆ ราย พบว่าการใช้ภายในขนาดรักษาจะมีความปลอดภัยต่อทารก แต่เนื่องจากเคยพบทารกรายหนึ่งเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ จึงควรเฝ้าระวังการเกิดอาการง่วงซึม, การดูดนมลดลง, Methemoglobinemia และ Cyanosis

Praziquantel

 -

ผู้ป่วยที่รับประทานยา Praziquantel ไม่ควรให้นมบุตร โดยควรหยุดให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ยา และภายใน 72 ชั่วโมงหลังรับประทานยา

Prazosin

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Prednisolone

L2

สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Prednisolone ได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ในขนาดสูงมากกว่า 40 มิลลิกรัม / วัน ควรติดตามภาวะการทำงานของต่อมหมวกไตของทารก หรืองดให้นมบุตรหลังรับประทานยาไปแล้วอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

Primaquine

 -

หากมีความจำเป็น ผู้ป่วยสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Primaquine ได้ อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังการเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ เช่น ภาวะเลือดออก และ ดีซ่าน โดยเฉพาะในทารกที่คลอดก่อนกำหนดและทารกที่มีอายุน้อยกว่า 1 เดือน และห้ามใช้ในทารกที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD

Proctosedyl

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Propranolol

 L2

ยาขับออกทางน้ำนม แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Propranolol ได้ อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังการเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการอุดกั้นตัวรับเบตา(Beta-Blokade) ได้แก่ การกดการหายใจ, ภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติ และ ภาวะน้ำตาลต่ำ

Propylthiouracil

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ในปริมาณน้อย แม้ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก แต่อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณสูง

ผู้ป่วยสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Propylthiouracil ได้ แต่ควรติดตามดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ในทารกด้วย

Pseudoephedine

L3 (Acute use),

L4 (Chronic use)

ยาขับออกทางน้ำนมได้ หากจำเป็น สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Pseudoephedrine แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน

Pyrazinamide

 -

ยาขับออกทางน้ำนมได้ หากจำเป็น สามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Pyrazinamide แต่ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นในทารก ได้แก่ ดีซ่าน

Pyridostigmine bromide (Mestinon)

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมในปริมาณน้อยมาก อีกทั้งไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Pyridostigmine ได้

Quinine

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Quinine ได้ แต่ควรเฝ้าระวังภาวะเลือดออกหรือดีซ่านในทารก โดยเฉพาะในเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีอายุน้อยกว่า 1 เดือน และห้ามใช้ในทารกที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD

Ranitidine

-

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ามีอันตรายต่อทารกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาในกลุ่มเดียวกัน เช่น Cimetidine จัดว่าปลอดภัยในการใช้ขณะให้นมบุตร จึงแนะนำว่าสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Ranitidine ได้

Rifampicin

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ในปริมาณน้อย มารดาสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Rifampicin ได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ดีซ่าน

Ritonavir

 -

ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Ritonavir เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Roxithromycin

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Salbutamol

 -

แม้จะยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดเกี่ยวกับการขับยาทางน้ำนม หรืออันตรายต่อทารก แต่เนื่องจากยาในกลุ่มเดียวกัน เช่น Terbutaline จัดว่ามีความปลอดภัยเมื่อใช้ขณะให้นมบุตร จึงแนะนำว่าสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Salbutamol ได้

Saquinavir

 -

ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Saquinavir เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Serratiopeptidase (Danzen)

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Simvastatin

 -

จากยาตัวอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น Fluvastatin และ Pravastatin จึงคาดว่ายานี้น่าจะมีการขับออกทางน้ำนมได้ และอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อทารก จึงไม่ควรใช้ Simvastatin ในระยะให้นมบุตร

Sodium bicarbonate (Sodamint)

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Spironolactone

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ในปริมาณน้อย ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับผลที่เกิดต่อทารกยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แนะนำว่าสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Spironolactone ได้

Stavudine (d4T)

 -

มารดาไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Stavudine เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

Sucralfate

 -

ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสโลหิตได้น้อย จึงน่าจะขับออกทางน้ำนมได้น้อยมาก ๆ จึงสามารถให้นมบุตรได้ขณะที่ใช้ Sucralfate

Sulfamethoxazole + Trimethoprim (Bactrim)

 L3

ยาขับออกทางน้ำนมในปริมาณน้อย มารดาสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Co-trimoxazole ได้ แต่ควรเฝ้าระวังการเกิดดีซ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้ในเด็กที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD และเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีอายุน้อยกว่า 1 เดือน

Tetracycline

 L2

ยาขับออกทางน้ำนมในปริมาณน้อย และเคยมีการศึกษาที่พบว่าแคลเซียมในนมจะจับกับยาและลดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสีของฟันในทารกได้ หากจำเป็น จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Tetracycline ได้ แต่หากเป็นไปได้ ควรเลือกใช้ยาอื่นที่ปลอดภัยกว่า เพราะยาอาจทำให้เกิดอันตรายต่อทารกได้ เช่น การเปลี่ยนสีของฟันอย่างถาวร, การยับยั้งการเจริญของกระดูก การเกิดเชื้อราในช่องปากหรือช่องคลอด, การไวต่อแสงผิดปกติ

Theophylline

 L3

ยาขับออกทางน้ำนมในปริมาณน้อย และยังไม่พบว่าทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Theophylline ได้ แต่ควรเลือกใช้รูปแบบที่มีการออกฤทธิ์เนิ่นหรือค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยา เพราะพบว่าการดูดซึมอย่างรวดเร็วของยารูปแบบปกติอาจทำให้ทารกเกิดอาการฉุนเฉียวง่าย หรือไวต่อการถูกกระตุ้น (Irritability)

Tibolone

 -

...ไม่มีข้อมูล...

Tramadol

 -

ยาขับออกทางน้ำนมได้ และยังไม่มีผลการศึกษาถึงผลที่เกิดขึ้นกับทารก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Tramadol ในระยะให้นมบุตร

Trifluoperazine

 -

ข้อมูลการศึกษายังมีจำกัด แต่เพราะยามีน้ำหนักโมเลกุลน้อย จึงเชื่อว่าน่าจะขับออกทางน้ำนมได้ และเนื่องจากยาอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น Chlropromazine จัดว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้ในระยะให้นมบุตร เนื่องจากอาจเกิดอันตรายต่อทารกได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Trifluoperazine ในระยะให้นมบุตร

Trihexyphenidyl (Benzhexol)

 -

ข้อมูลยังมีจำกัด แต่พบว่ายาอาจมีผลยับยั้งการหลั่งน้ำนม จึงไม่ควรใช้ Trihexyphenidyl (Benzhexol) ในระยะที่มีการให้นมบุตร

Verapamil

L2

ยาขับออกทางน้ำนมได้ แต่มีปริมาณน้อยมากจนไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ Verapamil ได้

Vitamin B complex

 -

สามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Vitamin B complex ได้ (แต่ไม่ควรใช้เกินกว่าขนาดที่ RDA กำหนด ซึ่งหากได้รับเพียงพอจากอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเสริมอีก)

แต่การได้รับวิตามินบี 6 มากเกินไปอาจมีผลยับยั้งการหลั่งน้ำนมได้

Vitamin B1

 -

สามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Vitamin B1 ได้ (อย่างไรก็ตาม ระดับวิตามินบี 1 ที่ RDA แนะนำในระยะให้นมบุตรคือ 1.6 มิลลิกรัม / วัน ซึ่งหากได้รับเพียงพอจากอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเสริมอีก)

มารดาที่มีภาวะขาดวิตามินบี 1 ไม่ควรให้นมบุตร เพราะอาจทำให้เกิด “Shoshin beriberi” และทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ, เลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis) อย่างรุนแรง, ชัก (Atypical grandmal seizure) และ หัวใจล้มเหลวจากการหดตัวอย่างรุนแรงของหลอดเลือด

Vitamin B1-6-12

 -

สามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Vitamin B1-6-12 ได้ (อย่างไรก็ตาม ระดับวิตามินบี 1, 6 และ 12 ที่ RDA แนะนำในระยะให้นมบุตรคือ 1.6, 2.1 มิลลิกรัม และ 2.6 ไมโครกรัม / วัน ตามลำดับ ซึ่งหากได้รับเพียงพอจากอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเสริมอีก)

แต่การได้รับวิตามินบี 6 มากเกินไปอาจมีผลยับยั้งการหลั่งน้ำนมได้

Vitamin B2

 L1

สามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Vitamin B2 ได้ (อย่างไรก็ตาม ระดับวิตามินบี 1 ที่ RDA แนะนำในระยะให้นมบุตรคือ 1.8 มิลลิกรัม / วัน ซึ่งหากได้รับเพียงพอจากอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเสริมอีก) การให้วิตามินบี 2 เสริม จะให้ในกรณีผู้ป่วยที่มีภาวะขาดวิตามินบี 2 และกรณีของทารกที่คลอดก่อนกำหนด (เพราะพบว่าน้ำนมของมารดาที่คลอดลูกก่อนกำหนดจะมีระดับวิตามินบี 2 ต่ำกว่ามารดาที่คลอดบุตรตามระยะเวลาปกติ)

Vitamin C

 -

สามารถให้นมบุตรระหว่างที่ใช้ Vitamin C ได้ (ไม่ควรใช้เกินกว่าขนาดที่ RDA กำหนด 95 มิลลิกรัม / วัน ซึ่งหากได้รับเพียงพอจากอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเสริมอีก)

แต่หากได้รับวิตามินซีในขนาดสูง ควรเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ เช่น เลือดออก หรือ ดีซ่าน โดยเฉพาะในทารกที่คลอดก่อนกำหนด

Zidovudine (AZT)

-

มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่าระดับของยาที่ขับออกทางน้ำนม มีปริมาณสูงพอที่จะลดการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกได้ แต่เนื่องจากยังมีข้อมูลจำกัดที่จะสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว หากหลีกเลี่ยง / ใช้นมผงแทนได้ ก็ไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ยา Zidovudine (AZT)

Zidovudine + Lamivudine (Combid)

 -

มารดาไม่ควรให้นมบุตรขณะที่ใช้ Combid (Lamivudine + Zidovudine) เนื่องจากไม่แนะนำให้มีการให้นมบุตรในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจทำให้มีการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (แต่หากจำเป็น / ไม่สามารถให้นมผงแทนได้ จึงให้นมบุตรภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด)

 

นิยามศัพท์

L1 มีความปลอดภัยมากที่สุด (safest)

L2 มีความปลอดภัยมาก (safer)

L3 มีความปลอดภัยปานกลาง (moderately safe)

L4 อาจทำให้เกิดอันตรายได้ (possibly hazardous)

L5 ห้ามใช้โดยเด็ดขาด (contraindicated)

กลับขึ้นด้านบน

 

เอกสารอ้างอิง

1 = DRUGS in PREGNANCY and LACTATION 5th edition 1997

2 = Breastfeeding and Maternal medication (11th WHO Model : 2002)

3 = WHO Model formulary (Appendix 3 : Breastfeeding and maternal)

4 = http://www.safefetus.com

5 = http://www.kelly-mom.com

กลับขึ้นด้านบน