ความปลอดภัย

ในการใช้ยาขณะตั้งครรภ์

(มกราคม 2550)

 

นิยามศัพท์

เอกสารอ้างอิง

 

รายการยาเม็ดที่ใช้ภายใน รพร.กุฉินารายณ์

ชื่อยา

Pregnancy Risk Category

หมายเหตุ

Abacavir

C

พบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง แต่ยังขาดผลการศึกษาที่เพียงพอในมนุษย์  จึงให้ใช้ Abacavir ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ หากพิจารณาแล้วว่าการรักษาจะมีประโยชน์ต่อชีวิตมารดามากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อทารก

Acetazolamide

C

พบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง แต่ยังขาดข้อมูลที่สรุปความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ในมนุษย์ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Acetazolamide ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก

Actifed

C

เคยมีรายงานว่าการใช้ Actifed ขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ, การแท้ง และความผิดปกติแต่แรกคลอดแบบไม่รุนแรง แต่ยังไม่มีข้อสรุปความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ Actifed ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก

Acyclovir

C

พบความผิดปกติเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลอง และพบความผิดปกติของโครโมโซมในเซลล์เม็ดเลือดขาวเพาะเลี้ยงของมนุษย์ และเนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูล  การใช้ Acyclovir(Oral) รักษา primary genital HSV infection หรือป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เพื่อลดผลอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดกับทารกหรือลดอัตราการผ่าคลอด ถือว่ามีความปลอดภัยน้อย ควรพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนเลือกใช้

Albendazole

D

การทดลองในสัตว์พบว่ายามีพิษต่อตัวอ่อน และทำให้เกิดการพิการแต่กำเนิดของทารก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Albendazole ในหญิงตั้งครรภ์ อีกทั้งควรคุมกำเนิดในระหว่างได้รับไปจนถึง 1 เดือนหลังได้รับยา

Allopurinol

C

พบความผิดปกติในสัตว์ทดลองบางสายพันธุ์ แต่ด้วยข้อมูลที่จำกัด จึงยังไม่มีข้อสรุปความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ในมนุษย์  จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Allopurinol ในขณะตั้งครรภ์ พิจารณาให้ใช้เฉพาะเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า และโรคที่เป็นอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของมารดาและทารกในครรภ์

Amiloride + HCTZ (Moduretic)

D

(D for HCTZ,

B for Amiloride) :

การใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด Hypospadia, ภาวะ Hypoglycemia, Thrombocytopenia, Hyponatremia, Hypokalemia และการตายของทารกจากภาวะ Hypotension ของมารดาได้ อีกทั้งการใช้ยาในระยะใกล้คลอดอาจมีผลยับยั้งการบีบตัวของมดลูก ทำให้คลอดช้า จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Moduretic ในขณะตั้งครรภ

Amitriptyline

D

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Amitriptyline ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก และไตรมาสสุดท้าย

Amlodipine

C

พบความผิดปกติในสัตว์ทดลอง เช่น สัตว์แรกคลอดมีขนาดเล็ก, แท้ง, คลอดช้า ส่วนในมนุษย์ยังมีข้อจำกัดของข้อมูล จึงไม่มีข้อสรุปความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ Amlodipine ในขณะตั้งครรภ์

Amoxycillin

B

ไม่พบความผิดปกติในทารกแม้จะเป็นการใช้ยาในขนาดสูง (คือ 3 กรัมครั้งเดียวในหญิงมีครรภ์เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ) จึงสามารถใช้ Amoxycillin ในหญิงตั้งครรภ์ได้

Amoxycillin + Clavulanic acid (Co-amoxyclav)

B

ตัวยาทั้งสอง (Amoxycillin และ Clavulanate) สามารถซึมผ่านรกได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่พบรายงานที่มีความสัมพันธ์ชัดเจนว่าทำให้เกิดความผิดปกติในทารกกับการใช้ยาทั้งในระยะไตรมาสแรกหรือไตรมาสอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์ จึงสามารถใช้ Co-amocyclavulanic acid ในหญิงตั้งครรภ์ได้

Andrographis paniculata (ฟ้าทะลายโจร)

-

พบว่าฟ้าทะลายโจรมีผลในการคุมกำเนิดในหนูทดลอง และทำให้เกิดการแท้งเมื่อทำการทดลองในกระต่าย แม้จะไม่มีผลยืนยันในมนุษย์  แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฟ้าทะลายโจรในขณะตั้งครรภ์ หรือผู้ที่เตรียมจะตั้งครรภ์

Antacid

C

แนะนำให้ใช้ Antacid ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขนาดสูง ๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ

Aspirin

C, D (Full-dose in 3rd trimester)

 

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Aspirin ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการใช้ในขนาดสูง หรือการใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพราะยามีผลทำให้เกิดภาวะทารกวิรูป, ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบเลือดในมารดาและทารก และเพิ่มอัตราการตายของทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะห้ามใช้ในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้คลอดช้า และเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติในทารกและมารดาได้

Atenolol

D

เคยมีรายงานว่าพบทารกที่มีภาวะ Hypospadia (การมีรูท่อปัสสาวะเปิดใต้องคชาติหรือเข้าไปในช่องคลอด) ในมารดาที่ได้รับ Atenolol ในไตรมาสแรก แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าเป็นผลมาจากยาตัวนี้ ส่วนการใช้ในไตรมาสที่สองและสาม อาจมีผลกดการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย  จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Atenolol ในขณะตั้งครรภ์ แต่หากจำเป็นต้องใช้ ควรสังเกตอาการแสดงของ beta blockade เช่น bradycardia, hypotension, hypoglycemia ของทารกหลังคลอด 24-48 ชั่วโมง

Bisacodyl

B

สามารถใช้ Bisacodyl ในขณะตั้งครรภ์ได้หากจำเป็น แต่ควรเลือกใช้สารที่ออกฤทธิ์ทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อนนิ่ม (เช่น เมล็ดแมงลัก) หรือยาที่มีฤทธิ์เพิ่มแรงตึงผิว (เช่น ยาระบายแมกนีเซีย) ก่อน ซึ่งจะปลอดภัยมากกว่า

Bromhexine

A

จากการติดตามผลในกลุ่มหญิงจำนวนมากที่ใช้ยานี้ในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่พบข้อมูลยืนยันว่าก่อให้เกิดผลเสียใด ๆ ต่อทารก FDA ของประเทศออสเตรเลียจึงแนะนำให้ใช้ Bromhexine ในขณะตั้งครรภ์ได้ (อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อมูลในประเทศอื่น ๆ ยังมีจำกัด หากเป็นไปได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสแรก)

Calcium carbonate

C

การใช้ยาขณะตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดภาวะ Hypomagnesemia ในทารก อีกทั้งมีรายงานความเป็นพิษต่อตัวอ่อนจากการใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Calcium carbonate ในขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก (ไม่มีข้อห้ามกรณีที่ได้รับจากอาหารปกติ) โดยสามารถใช้ในไตรมาสสองและสามได้ แต่ไม่ควรใช้ในขนาดที่สูงเกินกว่าที่recommended dietary allowance (RDA) กำหนดไว้ (หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : 1,200 มก./วัน) และไม่ควรใช้ในขนาดสูง ๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ

Carbamazepine

D

อาจทำให้เกิดภาวะทารกวิรูป(โดยเฉพาะเมื่อใช้ในไตรมาสแรก และหากใช้ร่วมกับยากันชักตัวอื่น ๆ) และภาวะขาดวิตามินเค(โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้าย) จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Carbamazepine ในขณะตั้งครรภ์ แต่หากจำเป็นต้องใช้ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก ควรมีการให้โฟเลทเสริม และหากใช้ในระยะไตรมาสสุดท้าย ควรให้วิตามินเค หรือติดตามภาวะเลือดออกในทารกด้วย

Cephalexin

B

ยังไม่พบว่ายานี้ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ จึงสามารถใช้ Cephalexin ในหญิงตั้งครรภ์ได้ (แต่หากได้รับยาก่อนคลอดอาจทำให้การตรวจเลือดของทารกให้ผล negative Coombs’ reaction)

Chloramphenicol

C

แม้ไม่พบความผิดปกติของทารกที่มารดาได้รับยาในระยะต่าง ๆ ของการตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากยาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Gray Syndrome หากเด็กแรกคลอดได้รับยาในขนาดสูง และยังพบรายงานฉบับหนึ่งแจ้งว่ามารดาที่ได้รับยานี้ในระยะท้ายของการตั้งครรภ์จะทำให้ทารกเกิดภาวะดังกล่าว จึง ควรระมัดระวังการใช้ Chloramphenicol ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการใช้ในขนาดสูง

Chloroquine

C

ยังไม่มีข้อมูลสรุปว่ายานี้ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ แต่หากจำเป็น สามารถใช้ Chloroquine เพื่อป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อมาลาเรียในหญิงมีครรภ์ได้ (Chloroquine จัดเป็นยาอันดับแรกที่เลือกใช้ป้องกันและรักษาการติดเชื้อมาลาเรียในระหว่างตั้งครรภ์ และรักษาการติดเชื้อ Entamoeba histolytica)

Chlorpheniramine

B

มีรายงานว่าเด็กที่มีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น มีนิ้วเกิน (Polydactyly), มีความผิดปกติของตาและหู (Eye / Ear defects) ฯลฯ มีประวัติว่ามารดาเคยใช้ยาที่มีส่วนผสมของ Chlorpheniramine ระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่ไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าความผิดปกติดังกล่าวเกิดจาก Chlorpheniramine จึงให้ใช้ Chlorpheniramine ขณะตั้งครรภ์ได้

Chlorpromazine

C

ยาอาจเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดความผิดปกติในทารก และเคยพบรายงานการเกิดความพิการแบบแขนขากุด แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาต้านโรคจิตในขณะตั้งครรภ์ ก็จัดว่า Chlorpromazine เป็นยาทางเลือกสำหรับกรณีดังกล่าว จึงให้ใช้ Chlorpromazine ได้ แต่ควรใช้ในขนาดน้อย ๆ และหลีกเลี่ยงการใช้เมื่อใกล้คลอด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะ Hypotension รุนแรงในมารดา ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทั้งตัวมารดาและทารก อีกทั้งอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ในทารก เช่น Extrapyramidal symdrome, Hypotonia, Letharapy และ Jaundice

Cinnarizine

C

พบว่ายาทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ในสัตว์ทดลอง แต่ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรใช้ Cinnarizine ในหญิงตั้งครรภ์หากไม่จำเป็น และโดยทั่วไป ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านฮิสตามีนในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติของกระจกตา (retrolental fibro plasia) ได้

Ciprofloxacin

C

ข้อมูลยังมีจำกัด จึงยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่ายาทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดของทารกหรือไม่ แต่เนื่องจากยาในกลุ่มนี้อาจเป็นพิษและทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของข้อต่อกระดูกของตัวอ่อน  จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Ciprofloxacin ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะไตรมาสแรก เนื่องจากมียาต้านจุลชีพกลุ่มอื่นที่ปลอดภัยกว่าใช้แทนได้

Clarithromycin

C

การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่ายานี้ทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการเจริญเติบโตหรือระบบอวัยวะต่าง ๆ ได้ และเนื่องจากไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ในมนุษย์ หากไม่จำเป็นหรือมียาอื่นใช้แทนได้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Clarithromycin ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะครึ่งแรกของการตั้งครรภ์

Clindamycin

B

ไม่พบความผิดปกติของทารกที่มารดาได้รับยาในระยะต่าง ๆ ของการตั้งครรภ์ จึงสามารถใช้ Clindamycin ในหญิงตั้งครรภ์ได้

Clofazimine

C

ยาเพิ่มอุบัติการณ์ของการแท้ง และลดอัตราการรอดชีวิตหลังคลอดในสัตว์ทดลอง สำหรับมนุษย์ยังมีข้อมูลที่จำกัด แต่มีรายงานว่ายาอาจทำให้ทารกและน้ำคร่ำมีสีเขียว ซึ่งหายเป็นปกติได้ แต่อาจใช้เวลานาน (ในบางรายพบว่านานเป็นปี) จึงแนะนำให้ใช้ Clofazimine ในขณะตั้งครรภ์เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ หรือรักษาโรคเรื้อน (Erythema nodosum leprosy) ได้ แต่ไม่ควรใช้ในไตรมาสแรก

Clomiphene

X

ห้ามใช้ Clomiphene ในขณะตั้งครรภ์ เพราะนอกจากจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในภาวะดังกล่าวแล้ว ยังพบรายงานว่ายาอาจทำให้เกิดMeningomyelocele, Esophageal atresia with fistula, Heart defects, Hypospadias และ Absent kidney ในผู้ที่ได้รับยาระหว่างตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก

Clotrimazole Vaginal

B (Vaginal), C (Troches)

ไม่พบรายงานความผิดปกติที่สัมพันธ์กับการใช้ยานี้แบบ Topical ในหญิงตั้งครรภ์ จึงใช้ Clotrimazole vaginal ได้ในขณะตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากมีข้อมูลที่จำกัดสำหรับการใช้แบบอม จึงควรใช้เมื่อพิจารณาแล้วว่าเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

Cloxacillin

B

ไม่พบว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติในทารก จึงสามารถใช้ Cloxacillin ในหญิงตั้งครรภ์ได้

Colchicine

D

ด้วยความจำกัดของข้อมูล แม้จะไม่พบรายงานความผิดปกติแต่กำเนิดในทารกที่มารดาได้รับยานี้ขณะตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากพบว่ายามีความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในสัตว์ทดลองบางสายพันธุ์ ดังนั้น หากเป็นไปได้จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Colchicine ในขณะตั้งครรภ์ ส่วนผู้ชายที่ใช้ยานี้ อาจทำให้จำนวนอสุจิลดลง (Azoospermia) และบางรายงานชี้ว่ายาอาจมีผลให้อสุจิเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดความผิดปกติในทารก เช่นเกิดภาวะปัญญาอ่อน (Down’s syndrome) ได้

Conjugated estrogen (Premarin)

X

มีรายงานว่ายาอาจเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในทารก ที่มารดาได้รับยาขณะตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก เช่น ความผิดปกติของระบบหลอดเลือดหัวใจ, ความผิดปกติของตาและหู และภาวะปัญญาอ่อน แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่เนื่องจากไม่มีข้อบ่งใช้หรือความจำเป็นที่จะต้องใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ จึงห้ามใช้ Conjugated estrogen ในขณะตั้งครรภ์

Curcuma Longa Linn. (ขมิ้นชัน)

-

การทดลองในสัตว์ไม่พบว่ามีพิษต่อตัวอ่อน แต่เนื่องจากยาอาจมีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกให้บีบตัวและขับเลือด ซึ่งเสี่ยงต่อการแท้งบุตร  จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ขมิ้นชันในขณะตั้งครรภ์ (แต่การใช้ปริมาณน้อยเช่น เป็นส่วนประกอบในอาหาร ไม่มีข้อห้ามใช้)

Cyproheptadine

B

พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในสัตว์ทดลอง แต่ไม่พบรายงานที่ชี้ชัดว่ายานี้ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดในมนุษย์ จึงให้ใช้ Cyproheptadine ในหญิงตั้งครรภ์ได้ เพื่อรักษา Cushing’s syndrome หรือใช้เป็น Serotonin antagonist เพื่อป้องกันการแท้งบุตร

Daflon

-

ไม่พบว่ายามีผลต่อน้ำหนักตัวหรือพัฒนาการของทารก แต่ด้วยข้อมูลที่จำกัด และขาดผลการศึกษาการใช้ในระยะต้นของการตั้งครรภ์ จึงให้ใช้ Daflon (Diosmin + Hesperidin) ได้ในขณะตั้งครรภ์ไตรมาส 2 และ 3

Dapsone

C

สามารถใช้ Dapsone (DDS) ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยมีข้อบ่งใช้เพื่อรักษาโรคเรื้อนและโรคทางผิวหนัง, มาลาเรีย และนิวโมเนียจากการติดเชื้อ Pneumocystic carinii แต่เนื่องจากยาอาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบเลือด จึงควรติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดในระหว่างที่ใช้ยาอยู่ และหากใช้ร่วมกับ Pyrimethamine ในการป้องกันการติดเชื้อมาลาเรีย ควรให้มีการ Folic acid (5 mg/day) หรือ Folinic acid (Leucovorin, 5 mg/week) ร่วมด้วย

Dextromethorphan

C

ข้อมูลมีจำกัด และที่ผ่านมายังไม่พบรายงานที่ชี้ชัดได้ว่ายานี้ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ จึงให้ใช้ Dextromethorphan ได้ระหว่างตั้งครรภ์

Diasgest

-

- - - ไม่มีข้อมูล - - -

Diazepam

D

การใช้ในไตรมาสที่ 1 อาจมีผลให้ทารกมีปากแหว่งเพดานโหว่ และ Inguinal hernia, การใช้ในไตรมาสที่ 2 อาจมีผลให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบเลือดและหัวใจในทารก ส่วนการใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน หรือใช้ในขนาดสูง ๆ ในช่วงใกล้คลอดอาจมีผลให้เกิด Floppy infant syndrome (กล้ามเนื้ออ่อนแรง, เซื่องซึม, ไม่ดูดนม) และ Withdrawal syndrome (กดการเจริญเติบโต, เกร็ง, สั่น, กระวนกระวาย, ท้องเสีย, คลื่นไส้) แม้จะไม่มีการสรุปที่ชัดเจน แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Diazepam ในขณะตั้งครรภ์ (อาจใช้กรณี Seizure หากพิจารณาแล้วว่าอันตรายที่จะเกิดจากภาวะชัก รุนแรงมากกว่าผลกระทบที่อาจเกิดจากยา)

Diclofenac

B, D(3rd trimester)

แม้จะพบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในสัตว์ทดลองบางสายพันธุ์ แต่ไม่พบรายงานที่ชี้ชัดว่าการใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกจะทำให้เกิดความผิดปกติในทารก จึงให้ใช้ Diclofenac ขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ไม่ควรใช้ในไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะในระยะใกล้คลอด เพราะจะมีผลให้คลอดช้า, ไตของทารกทำงานบกพร่อง และมีภาวะ Persistence pulmonary hypertension ในทารก (อีกทั้งหญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Diclofenac เพราะจากการทดลองในสัตว์พบว่ายามีผลยับยั้งการฝังตัวของไข่ ทำให้ตั้งครรภ์ได้ยาก)

Dicloxacillin

B

ไม่พบรายงานที่มีความสัมพันธ์ชัดเจนว่าทำให้เกิดความผิดปกติในทารกกับการใช้ยาทั้งในระยะไตรมาสแรกหรือไตรมาสอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์ จึง สามารถใช้ Dicloxacillin ในหญิงตั้งครรภ์ได้

Didanosine (ddI)

B

จากการศึกษาในสัตว์ทดลองและการสังเกตผลในมนุษย์ พบว่ายาผ่านรกได้ แต่มีความเสี่ยงน้อยที่จะกระทบต่อพัฒนาการของตัวอ่อน แม้มารดาจะได้รับยาในไตรมาสแรก ๆ ก็ตาม จึงสามารถใช้ Didanosine (ddI) ในระหว่างตั้งครรภ์ได้

Diethylcarbamazine citrate (DEC)

B2

แม้ FDA ของออสเตรเลียจะกำหนดระดับความเสี่ยงของการใช้ในระหว่างตั้งครรภ์เป็นระดับ B2 แต่ไม่มีผลสรุปจาก FDA ของอเมริกา อีกทั้งเนื่องจากการรักษาไม่จัดว่าเป็นภาวะเร่งด่วน องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ Diethylcarbamazine (DEC) ในขณะตั้งครรภ์ และค่อยทำการรักษาภายหลังเมื่อคลอดบุตรแล้ว

Digoxin

C

เคยมีรายงานทารกปากแหว่งเพดานโหว่ที่มารดาที่ได้รับยาในระยะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเป็นผลมาจากการใช้ Digoxin และในหลายงานวิจัยเห็นสอดคล้องกันว่าการใช้ Digoxin ในไตรมาสต่าง ๆ ของการตั้งครรภ์เพื่อรักษาโรคหัวใจ ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ จึงแนะนำให้ใช้ Digoxin ในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ควรระวังเกี่ยวกับขนาดการใช้ เพราะหากมีการใช้เกินขนาดก็จะทำให้ทารกที่คลอดออกมาเสียชีวิตได้

Dimenhydrinate

B

พบรายงานการเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดและหัวใจ และ Inguinal hernia ในทารกที่มารดาเคยใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก แต่ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นผลจากยา จึงแนะนำให้ใช้ Dimenhydrinate ในขณะตั้งครรภ์ไดแต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้แบบฉีด เพราะยาจะมีฤทธิ์ Oxytocic ทำให้มดลูกบีบตัวมาก และหลีกเลี่ยงการใช้ยาในระยะ 2 สัปดาห์ก่อนคลอด เพราะอาจทำให้เกิด Retrolental fibroplasia ใน premature infants

Dipotassium clorazepate

D

เนื่องจากข้อมูลที่มีจำกัด รวมทั้งยาในกลุ่ม Benzodiazepines มักเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดของทารกได้ โดยเฉพาะการใช้ในไตรมาสแรก, และอาจเกิดภาวะขาดยาในทารก หากมีการใช้ตลอดการตั้งครรภ์ รวมถึงหากใช้ในระยะใกล้คลอด ก็จะมีผลต่อทารก ได้แก่ กดสมอง (CNS depression), กดการหายใจ (Respiratory depression), ตัวอ่อนปวกเปียก (Flaccidity), ไม่ดูดนม (Poor feeding) และตัวเย็น (Hypothermia) จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Clorazepate ในขณะตั้งครรภ์

Domperidone

B2

ไม่พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในสัตว์ทดลอง แต่ข้อมูลในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงให้ใช้ Domperidone ในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในไตรมาสแรก หากไม่จำเป็น

Doxycycline

D

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Doxycycline ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นระยะในการสร้างกระดูกและฟันของตัวอ่อน โดยพิจารณาเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้ในการรักษาและความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการหรือผิดปกติของกระดูกและฟันต่อทารกในครรภ์และการเกิดพิษต่อตับของมารดา และควรมีการติดตามดูผลการทำงานของตับในหญิงตั้งครรภ์ที่จำเป็นต้องได้รับยาด้วย

Efavirenz

C

จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่ายาเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดความผิดปกติของตัวอ่อน เช่น ไม่มีสมอง-ไขสันหลัง, ตาเล็กผิดปกติหรือไม่มีตา, เพดานปากโหว่ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Efavirenz ในขณะตั้งครรภ์

Enalapril

C, D(ไตรมาส 2-3)

พบว่าเป็นพิษต่อตัวอ่อนในสัตว์ทดลอง และมีรายงานว่าทำให้เกิดความผิดปกติของทารก เช่น ความดันโลหิตต่ำรุนแรง, ไตทำงานบกพร่อง, กดการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ หากมารดาได้รับยาในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาส 2 – 3 จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Enalapril ในขณะตั้งครรภ์

Ergotamine + Caffeine (Cafergot)

X

การใช้ในขนาดปกติ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าปลอดภัยหรือไม่ แต่ด้วยฤทธิ์ Oxytixic ของยา การใช้ขณะตั้งครรภ์อาจมีผลให้มดลูกหดตัว และทำให้เกิดการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ อีกทั้งการใช้บ่อย ๆ หรือใช้ในขนาดสูงจะขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปสู่ทารก และเป็นอันตราย เช่น ทำให้เกิด Intestinal atresia, arrest of cerebral and spinal cord development (microcephaly, hypotonia of limbs, paraplegia and arthrogryposis multiplex) จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Ergotamine ในขณะตั้งครรภ์

Erythromycin

B

ยาทำให้ระดับ estriol ในปัสสาวะของมารดาลดลง และพบว่าทารกที่มารดาใช้ยาเพื่อรักษา Mycoplasma มักจะมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย หรืออาจเกิดการแท้งบุตรได้ จึงควรระมัดระวังการใช้ Erythromycin ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะระยะไตรมาสแรก และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในรูปของเกลือ Estolate ในทุกระยะของการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจเกิดพิษต่อตับของมารดา

Estradiol valerate + Norgestrel (Cyclo-progynova)

X

แม้ไม่มีผลการศึกษาเฉพาะของยาตัวนี้ แต่จากการศึกษาการใช้ฮอร์โมนกลุ่มเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนระหว่างตั้งครรภ์ พบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคทางหลอดเลือดหัวใจ, ความผิดปกติของหูและตา, ปัญญาอ่อน และ Hypospadia (การมีรูท่อปัสสาวะเปิดใต้องคชาติหรือเข้าไปในช่องคลอด) อีกทั้งยังอาจมีผลกับพฤติกรรมทางเพศของทารกได้ด้วย จึงห้ามใช้ Estradiol valerate + Norgestrel ขณะตั้งครรภ์

Ethambutol

B

ยานี้ผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ แต่ยังไม่พบรายงานว่าทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดใด ๆ อีกทั้งยังมีหลายรายงานสนับสนุนความปลอดภัยในการใช้ Ethambutol. Isoniazid และ Rifampicin ร่วมกันในผู้ป่วยวัณโรคที่กำลังตั้งครรภ์ จึงสามารถใช้ Ethambutol ในระหว่างตั้งครรภ์ได้

Ethinylestradiol + Levonorgestrel (Oral contraceptive)

X

แม้ไม่มีผลการศึกษาเฉพาะของยาตัวนี้ แต่จากการศึกษาการใช้ฮอร์โมนกลุ่มเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนระหว่างตั้งครรภ์ พบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคทางหลอดเลือดหัวใจ, ความผิดปกติของหูและตา, ปัญญาอ่อน และ Hypospadia (การมีรูท่อปัสสาวะเปิดใต้องคชาติหรือเข้าไปในช่องคลอด) อีกทั้งยายังมีผลขัดขวางการตั้งครรภ์ได้เมื่อใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน จึงห้ามใช้ Ethinyl estradiol+Levonorgestrel ขณะตั้งครรภ์

FBC

A

ใช้ FBC ขณะตั้งครรภ์ได้โดยปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้เกินขนาดที่ RDA กำหนดไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์

Fluconazole

C

แม้ผลการศึกษาจะยังมีจำกัด แต่ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Fluconazole แบบต่อเนื่องในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก เพราะหลายการศึกษายืนยันว่าการใช้ยานี้ต่อเนื่องในขนาดตั้งแต่ 400 mg/วันขึ้นไป ในระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสแรกทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดของทารกได้ ส่วนการใช้ในขนาดที่ต่ำกว่า 400 mg/วัน ยังไม่มีผลการยืนยันที่ชัดเจน แต่พบความเสี่ยงน้อยกว่า หากจำเป็นต่อชีวิตของมารดาหรือทารกในครรภ์ให้ใช้ Fluconazole 150 mg แบบ Single dose therapy ซึ่งยังไม่พบว่าทำให้เกิดอันตราย แต่ก็ควรได้มีการแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นด้วย

Folic

A

ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าการใช้ยาในขนาดสูงระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์(เช่น การมีเลือดออก, ความไม่สบายตัวของทารก หรือการแท้งบุตร)ได้จริงหรือไม่ จึงให้ใช้ Folic ขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ไม่ควรใช้เกินขนาดที่ RDA กำหนดไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์โดยไม่จำเป็น

Furosemide

C

เคยมีรายงานว่าการใช้ยาในไตรมาสแรกมีผลให้ทารกมีภาวะ Hypospadia (การมีรูท่อปัสสาวะเปิดใต้องคชาติหรือเข้าไปในช่องคลอด) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน เนื่องด้วยข้อมูลที่จำกัด จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Furosemide ขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก

Gemfibrozil

C

มีรายงานว่าการใช้ยาในไตรมาสแรกมีผลให้ทารกเกิด Pierre-Robin syndrome (กลุ่มอาการหนึ่งที่มีปากแหว่ง-เพดานโหว่ร่วมด้วย) อีกทั้งจากการทดลองในสัตว์พบว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบโครงสร้าง(Skeletal defects), ความพิการของตา(Anophthalmia) และกดการเจริญเติบโต(Growth retardation) จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Gemfibrozil ขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก

Glibenclamide

C

ยาผ่านรกได้ และอาจมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เช่น เคยพบรายงานว่าทำให้เกิดความผิดปกติของหูในทารกเมื่อใช้ในไตรมาสแรก แม้รายงานดังกล่าวจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่พบว่าการใช้ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทานขณะตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทารก ในมารดาที่มีการควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่คงที่ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Glibenclamide ขณะตั้งครรภ์ และเปลี่ยนไปใช้ Insulin แทนจนกว่าจะคลอด (อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องใช้ Glibenclamide ขณะตั้งครรภ์ควรเฝ้าระวังภาวะน้ำตาลต่ำในทารก และให้หยุดยาก่อนคลอดอย่างน้อย 2 วัน)

Glipizide

C

ยาผ่านรกได้ และอาจมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เช่น เคยพบรายงานว่าทำให้เกิดความผิดปกติของหูในทารกเมื่อใช้ในไตรมาสแรก แม้รายงานดังกล่าวจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่พบว่าการใช้ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทานขณะตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทารก ในมารดาที่มีการควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่คงที่ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Glipizide ขณะตั้งครรภ์ และเปลี่ยนไปใช้ Insulin แทนจนกว่าจะคลอด (อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องใช้ Glipizide ขณะตั้งครรภ์ควรเฝ้าระวังภาวะน้ำตาลต่ำในทารก และให้หยุดยาก่อนคลอดสักระยะหนึ่ง)

Griseofulvin

C

FDA ของสหรัฐรายงานว่าการใช้ Griseofulvin ในระหว่างตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสแรกอาจทำให้เกิดความผิดปกติแต่แรกเกิดของทารกได้มากกว่าในไตรมาสสองหรือสาม เช่นความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ หรือการแยกตัวไม่สมบูรณ์ของคู่แฝด โดยเฉพาะหากใช้ภายใน 20 วันแรกหลังตกไข่ แม้จะพบอัตราการเกิดความผิดปกติเช่นนี้ได้น้อยและผลการศึกษาจะยังมีจำกัด แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Griseofulvin ในระหว่างตั้งครรภ์1 หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ เพราะการรักษาการติดเชื้อราในระยะนี้นับว่ามีความจำเป็นน้อย และไม่จำเป็นต้องรักษาเร่งด่วน จึงไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงต่อผลที่อาจเกิดขึ้น

Haloperidol

C

จากการทดลองในสัตว์ พบว่าการยาใช้ในขนาดสูงเป็นพิษต่อตัวอ่อน และเพิ่มอัตราการตายของตัวอ่อน ส่วนในมนุษย์ เคยมีรายงานว่าการใช้ยาในไตรมาสแรกทำให้ทารกมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจ และแขน-ขา แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดในเรื่องนี้ นอกจากนี้ พบว่าการใช้ยาในขนาดสูงในระยะท้ายของการตั้งครรภ์อาจทำให้เกิด Extrapyramidal effects ในทารกได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Haloperidol ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้าย

Hydrochlorothiazide (HCTZ)

D

ข้อมูลการศึกษายังมีจำกัด อย่างไรก็ตาม เคยพบรายงานว่าการใช้ยาขณะตั้งครรภ์อาจมีผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในมารดา เช่น ความดันโลหิตต่ำ, ขาดสมดุลเกลือแร่ (โปแตสเซียมในเลือดต่ำ) ซึ่งส่งผลกระทบต่อทารก (Fetal bradycardia, fetal death, neonatal hypotonia and hyponatremia) และอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกได้ด้วย โดยเฉพาะ หากใช้ในระยะใกล้คลอด อาจทำให้คลอดช้า หรือเกิด neonatal thrombocytopenia and hemolytic anemia จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Hydrochlorothiazide ในขณะตั้งครรภ์เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง ยกเว้นว่าผู้ป่วยมีโรคหัวใจร่วมดัวย

Hydroxyzine

C

 ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่าการใช้ยานี้ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก จะทำให้เกิดความผิดปกติในทารก เช่น ความผิดปกติของหลอดเลือดและหัวใจ, ปากแหว่งเพดานโหว่, ความผิดปกติของแขน-ขา เป็นต้น แต่จากการใช้ Hydroxyzine เพื่อลดความวิตกกังวลในขณะตั้งครรภ์ พบว่าใช้ได้ผลดีและมีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดสูงต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดยาในทารกหลังคลอดได้

Hyoscine-N-butylbromide

C

ข้อมูลการศึกษาความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด แต่เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปที่ชี้ชัดได้ว่ายาทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ จึงให้ใช้ Hyoscine ได้ในขณะตั้งครรภ์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในระยะใกล้คลอด เพราะอาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (tachycardia)

Ibuprofen

B, D(ไตรมาส 3)

ไม่พบว่าการใช้ยาในไตรมาสที่ 1 และ 2 จะทำให้เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์ จึงให้ใช้ Ibuprofen ได้ในขณะตั้งครรภ์ไตรมาส 1-2 แต่ห้ามใช้ในไตรมาส 3 โดยเฉพาะระยะใกล้คลอด เพราะอาจทำให้เกิด Closure of ductus arteriosus, Pulmonary hypertension และ Oligohydramnios ในทารก อีกทั้งยังทำให้คลอดช้าอีกด้วย นอกจากนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงที่วางแผนจะมีบุตร เพราะจากการทดลองในสัตว์ พบว่า ยามีผลยับยั้งการฝังตัวของไข่ได้

Indinavir

C

ข้อมูลยังมีจำกัด แต่เนื่องจากอาจเกิดภาวะ hyperbillirubinemia และเกิดนิ่วในไตได้ทั้งในมารดาและทารก อีกทั้งมียาอื่น (Zidovudine) ที่ปลอดภัยกว่าที่จะเลือกใช้ในขณะตั้งครรภ์  จึงไม่ควรใช้ Indinavir ในขณะตั้งครรภ์

Indomethacin

B, D(ไตรมาส 3)

ห้ามใช้ติดต่อกันนานเกิน 48 ชั่วโมง หรือหลังอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ โดยเฉพาะระยะใกล้คลอด เพราะอาจทำให้เกิด Closure of ductus arteriosus, Pulmonary hypertension และ Oligohydramnios ในทารก อีกทั้งยังทำให้คลอดช้าอีกด้วย นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงที่วางแผนจะมีบุตร เพราะจากการทดลองในสัตว์ พบว่า ยามีผลยับยั้งการฝังตัวของไข่ได้

Isoniazid

C

ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในมนุษย์ว่ายานี้ทำให้เกิดความผิดปกติแต่แรกเกิดในทารก และเนื่องจากพบว่าอันตรายที่เกิดจากการไม่รักษาโรคมีความรุนแรงต่อชีวิตหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์มากกว่าอันตรายที่อาจเกิดจากยา The American Thoracic Society จึงแนะนำให้ใช้ Isoniazid ในระหว่างตั้งครรภ์ได้

Isosorbide dinitrate

C

พบว่ายามีพิษต่อตัวอ่อนของสัตว์ทดลองในลักษณะที่แปรผันตามขนาดของยา เมื่อใช้ในขนาดสูงกว่าขนาดที่แนะนำให้ใช้ในมนุษย์หลายเท่า ส่วนในมนุษย์ยังมีข้อมูลจำกัด จึงให้ใช้ Isosorbide dinitrate ได้ในขณะตั้งครรภ์ หากพิจารณาแล้วว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

Itraconazole

A / C (if dose is above RDA)

FDA ของสหรัฐได้รับรายงานว่าการใช้ Itraconazole ในระหว่างตั้งครรภ์ทำให้เกิดความผิดปกติแต่แรกเกิดเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายของทารก แม้ผลการศึกษาจะยังมีจำกัดที่จะยืนยันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Itraconazole ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือหากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ ควรแจ้งให้ผู้ป่วยได้รับทราบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย

Ketoconazole

C

ยานี้เป็นพิษต่อตัวอ่อนของสัตว์ทดลง อีกทั้งยังเคยพบรายงานความผิดปกติของแขน-ขาของทารกที่มารดาได้รับ Ketoconazole ในระหว่างตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก แต่ไม่พบการศึกษาอื่น ๆ ที่ชี้ชัดว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติแต่แรกเกิดในมนุษย์ หากจำเป็นจึงให้ใช้ Ketoconazole ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่มีการติดเชื้อเอช ไอ วี เพื่อป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อราในช่องคลอด

Lamivudine (3TC)

C

แม้จากการศึกษาในหนูทดลองและการสังเกตผลของมนุษย์หลังการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ จะพบว่ายามีความเสี่ยงน้อยที่จะกระทบต่อพัฒนาการของตัวอ่อน แต่ข้อมูลยังมีจำกัดและยังขาดการศึกษาเรื่องความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ในมนุษย์ จึงให้ใช้ Lamivudine (3TC) ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ หากพิจารณาแล้วว่าประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

Lamivudine + Nevirapine + Stavudine (GPO Vir)

A / C (if dose is above RDA) 

ข้อมูลยังมีจำกัด แต่พบว่ายามีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยที่จะเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ GPO-virs ในขณะตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสที่แรก เพราะพบว่า Stavudine และ Lamivudine อาจมีผลยับยั้งการพัฒนาของตัวอ่อนในสัตว์ทดลอง และ Nevirapine อาจมีผลกระทบต่อทารกให้มีน้ำหนักตัวลดลงได้ อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาประโยชน์ที่จะได้รับเปรียบเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนตัดสินใจใช้ยา

Levothyroxine

A

แม้จะมีรายงานว่าเคยพบทารกที่เกิดความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด, ปัญญาอ่อน และการมีนิ้วเกินในมารดาที่มีการใช้ยานี้ในไตรมาสแรก แต่มีจำนวนน้อยมาก อีกทั้งยังขาดข้อมูลอื่น ๆ มายืนยันผล และในการศึกษาอื่น ๆ ก็ไม่พบว่ายามีผลทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิด  จึงให้ใช้ Lveothyroxine ได้ในขณะตั้งครรภ์

Loratadine

B

ไม่พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนเมื่อทดลองในสัตว์ อีกทั้งไม่พบรายงานที่ชี้ชัดได้ว่ายานี้ทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในมนุษย์ จึงให้ใช้ Loratadine ได้ในขณะตั้งครรภ์

Lorazepam

D

แม้จะไม่พบข้อมูลที่สรุปได้ว่ายานี้มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่เนื่องจากยาผ่านรกได้ และยาตัวอื่น ๆ ในกลุ่มนี้ เช่น Diazepam และ Chlordiazepoxide ทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Lorazepam ขณะตั้งครรภ์

Magnesium hydroxide

B

สามารถใช้ Magnesium hydroxide ในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ไม่ควรใช้ขนาดสูง ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

Mebendazole

C

การทดลองในสัตว์พบว่ายามีพิษต่อตัวอ่อนและทำให้เกิดการพิการแต่กำเนิดของทารก แม้จะใช้ในขนาดต่ำและใช้เพียงครั้งเดียว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในการตั้งครรภ์ระยะไตรมาสแรก ส่วนในไตรมาสอื่น ๆ อาจพิจารณาให้ใช้หากพยาธิสภาพนั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของมารดาหรืออาจก่อให้เกิดผลร้ายแรงต่อการติดต่อสู่ชุมชน

Medroxyprogesterone + Conjugated estrogen (Premelle)

X

มีรายงานว่าการใช้ Estrogen, conjugate ในไตรมาสแรก โดยเฉพาะในอายุครรภ์ที่ 4 – 7 สัปดาห์ อาจมีผลทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดหลายอย่าง เช่น ความผิดปกติต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด, ความพิการของหูและตา, ปัญญาอ่อน, ปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นต้น อีกทั้งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยานี้ในขณะตั้งครรภ์ จึงห้ามใช้ Premelle (Medroxyprogesterone + Estrogen, conjugate) ในขณะตั้งครรภ์

Mefenamic acid

C, D(ไตรมาส 3)

ห้ามใช้ Mefenamic acid ในไตรมาส 3 โดยเฉพาะระยะใกล้คลอด เพราะอาจทำให้เกิด Closure of ductus arteriosus, Pulmonary hypertension และ Oligohydramnios ในทารก อีกทั้งยังทำให้คลอดช้าอีกด้วย และไม่ควรใช้ในหญิงที่วางแผนจะมีบุตร เพราะจากการทดลองในสัตว์ พบว่ายามีผลยับยั้งการฝังตัวของไข่ได้

Metformin

B

ไม่พบว่ายาทำให้เกิดอันตรายโดยตรงต่อทารกในครรภ์ แต่เนื่องจากยาอาจให้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในหญิงตั้งครรภ์ได้ไม่ดีนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในทารกจากภาวะแทรกซ้อนของโรคได้ อีกทั้ง Insulin มีความปลอดภัยกว่าสำหรับใช้ขณะตั้งครรภ์ จึงไม่ควรใช้ Metformin ในขณะตั้งครรภ์

Methotrexate

D

ไม่ควรใช้ Methotrexate ในขณะตั้งครรภ์ เพราะพบว่ายาจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะทารกวิรูปและมีผลกดการทำงานของไขกระตูกในทารก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไป อีกทั้งเคยมีรายงานว่ายาอาจตกค้างอยู่ในร่างกายได้นาน และทำให้เกิดความผิดปกติในทารกได้ แม้จะมีการหยุดใช้ก่อนตั้งครรภ์หลายปีก็ตาม จึงควรคุมกำเนิดระหว่างที่รักษาด้วยยาและหลังหยุดยาไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

Methyldopa

B

ยาผ่านรกได้ และอาจทำให้ความดัน Systolic ลดลงในทารก 4-5 mmHg อยู่ 2 วันหลังคลอด แต่ไม่พบข้อมูลที่ชี้ชัดว่ายาทำให้เกิดอันตรายหรือความพิการแต่กำเนิดในทารก จึงให้ใช้ Methyldopa ได้ในขณะตั้งครรภ์

Metronidazole

B

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ระยะไตรมาสแรก เพราะยาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพิการแต่กำเนิดของทารก (0.92%) หรืออาจเสี่ยงต่อการแท้ง (1.67%) หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อรักษา Tricomoniasis ระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้สูตรการรักษา 7 วัน (รับประทานขนาด 250 mg ทุก 8 ชั่วโมง หรือ 375 mg วันละ 2 ครั้ง) จะปลอดภัยกว่าการใช้สูตรการรักษาครั้งเดียวในขนาดยาที่สูง (รับประทานขนาด 2 g ครั้งเดียว

Misoprostol

X

ยาจะชักนำให้เกิดการแท้ง หรือหากไม่แท้งก็จะทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด จึงห้ามใช้ Misoprostol ในขณะตั้งครรภ์

Morphine sulfate

B, D(for long period / high dose near term)

ไม่พบอันตรายโดยตรงต่อทารกในครรภ์ เมื่อใช้ในระยะสั้น ๆ  จึงให้ใช้ Morphine ได้ในขณะตั้งครรภ์ไตรมาส 1 และ 2 แต่การใช้ต่อเนื่องกันนาน ๆ หรือใช้ขนาดสูงในระยะใกล้คลอด จะทำให้ทารกแรกคลอดมีอาการขาดยา และมีผลกดการหายใจของทารก  จึงห้ามใช้ Morphine ติดต่อกันนาน ๆ หรือใช้ในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ (หากจำเป็นต้องใช้ในระยะนี้ ควรใช้ Pethidine แทน)

Multivitamin (MTV)

-

ให้ใช้ Multivitamin ได้ในขณะตั้งครรภ์ในขนาดที่ไม่เกินว่า RDA กำหนด (แต่หากมีส่วนผสมของ Vitamin K ห้ามใช้ในไตรมาสแรก เพราะอาจทำให้เกิด spina bifida และความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด)

Nelfinavir

B

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Nelfinavir ในระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ส่วนในไตรมาสอื่น ๆ ให้ใช้ได้หากพิจารณาแล้วว่าประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

Nevirapine

C

เนื่องจากข้อมูลที่มีจำกัด จึงไม่สามารถสรุปผลความปลอดภัยของการใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ในมนุษย์ได้อย่างชัดเจน จึงควรพิจารณาประโยชน์เทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิด แต่ในกรณีหญิงที่เคยได้รับ Nevirapine ก่อนตั้งครรภ์ เห็นว่าควรได้รับยานี้ต่อไปแม้มีการตั้งครรภ์ขึ้น

Niclosamide

B

ให้ใช้ Niclosamide ในขณะตั้งครรภ์เพื่อรักษา T.solium (พยาธิตืดหมู) เพราะเป็นความเจ็บป่วยที่ต้องรักษาทันที ส่วนการใช้กรณีอื่น ๆ ควรพิจารณาความจำเป็นต้องใช้ เพราะแม้จะไม่พบว่ายาทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่เนื่องจากมีข้อมูลจำกัด จึงอาจต้องรอผลการศึกษายืนยันความปลอดภัยเพิ่มเติม

Nifedipine

C

ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ยังมีจำกัด แต่พบว่าการใช้ยานี้ร่วมกับการฉีด Magnesium sulfate จะทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์รุนแรงที่เกิดจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อได้  จึงให้ใช้ Nifedipine ขณะตั้งครรภ์เพื่อรักษาความดันโลหิตสูงรุนแรงเฉพาะเมื่อใช้ยาอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล แต่ยาอาจยับยั้งการคลอด จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในระยะใกล้คลอด

Norethisterone (Primolut-N)

X

ห้ามใช้ Norethisterone ในขณะตั้งครรภ์ เพราะพบรายงานว่าอาจทำให้เกิดความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดในทารก, Hypospadias (การมีรูท่อปัสสาวะเปิดใต้องคชาติหรือเข้าไปในช่องคลอด) และเพิ่มอุบัติการณ์การมีลักษณะของเพศชายในทารกเพศหญิง

Norfloxacin

C

การศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่ายามีพิษต่อตัวอ่อน และทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของข้อต่อกระดูกของตัวอ่อน แม้จะยังไม่มีผลสรุปความปลอดภัยการใช้ในมนุษย์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Norfloxacin ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะไตรมาสแรก เนื่องจากมียาต้านจุลชีพกลุ่มอื่น ๆ ที่ปลอดภัยกว่าใช้แทนได้

Ofloxacin

C

การศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่ายามีพิษต่อตัวอ่อน และทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของข้อต่อกระดูกของตัวอ่อน แม้จะยังไม่มีผลสรุปความปลอดภัยการใช้ในมนุษย์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Orfloxacin ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะไตรมาสแรก เนื่องจากมียาต้านจุลชีพกลุ่มอื่น ๆ ที่ปลอดภัยกว่าใช้แทนได้

Omeprazole

 C

จากการศึกษาในสัตว์ ไม่พบว่ายาทำให้เกิดทารกวิรูป แต่การใช้ต่อเนื่องเป็นประจำในขนาดสูง พบว่าเป็นสารก่อมะเร็งในหนูทดลอง ส่วนในมนุษย์ยังมีข้อมูลจำกัดที่จะยืนยันความปลอดภัย จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Omeprazole ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ เพราะเคยพบรายงานว่าทำให้เกิดภาวะ Anencephaly และ Hydranencephaly ในทารก

Orphenadrine + Paracetamol (Norgesic)

 C

การใช้ยาขนาดสูงในสัตว์ทดลอง พบว่าทำให้เกิดความผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่พบการเกิดภาวะทารกวิรูป ส่วนในมนุษย์ ไม่พบข้อมูลที่ยืนยันแน่ชัดว่ายาทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ ดังนั้น หากจำเป็นก็แนะนำให้ใช้ Orphenadrine + Paracetamol ได้ในขณะตั้งครรภ์

Oseltamivir (Tamiflu)

 C

การใช้ยาขนาดสูงในสัตว์ทดลองบางสายพันธุ์ ทำให้เกิดความผิดปกติต่อกระดูกและโครงสร้างได้ ในมนุษย์ยังมีข้อมูลจำกัด จึงให้ใช้ Oseltamivir เมื่อพิจารณาแล้วว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น 

Paracetamol

 B

ไม่พบข้อมูลที่ชี้ชัดว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในทารก โดยเฉพาะเมื่อใช้ในขนาดรักษา (ไม่รับประทานเกินขนาด) และใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ จึงให้ใช้ Paracetamol ในขณะตั้งครรภ์ได้

Penicillin V

B

การใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์ไม่พบรายงานที่มีความสัมพันธ์ชัดเจนว่าทำให้เกิดความผิดปกติในทารก จึงสามารถใช้ Penicillin V ในหญิงตั้งครรภ์ได้

Perphenazine

 C

ยาผ่านรกได้ และเคยพบรายงานว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติกับระบบหัวใจและหลอดเลือดเมื่อมารดาได้รับยาขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นจากยานี้ จึงให้ใช้ Perphenazine ขณะตั้งครรภ์ได้หากจำเป็น

Phenobabital

 D

การใช้ยาขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้าย เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในทารก, ภาวะเลือดไหลไม่หยุด(การขาดวิตามินเค) และการติดยา อีกทั้งเหนื่ยวนำให้เกิดภาวะขาดโฟลิคในมารดาได้ นอกจากนี้ก็ยังพบว่าการใช้ร่วมกับยากันชักตัวอื่น ๆ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทารกวิรูป แต่การขาดยาอาจทำให้เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกได้หากไม่สามารถควบคุมการชักได้ จึงต้องพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากยาและอันตรายที่อาจเกิดหากโรคกำเริบ และหากจำเป็นต้องใช้ ให้ใช้ Phenobarbital ในขนาดที่น้อยที่สุดที่จะสามารถควบคุมการชักขณะตั้งครรภ์ได้

Phenytoin

 D

การใช้ยาขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้าย เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในทารกที่เรียกว่า fetal hydantoin syndrome เช่น ความผิดปกติของกะโหลกศีรษะและใบหน้า, นิ้วและเล็บมือเจริญไม่สมบูรณ์, การกดการเจริญเติบโต, ปากแหว่งเพดานโหว่, ความผิดปกติของหัวใจ แต่การขาดยาอาจทำให้เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกได้หากไม่สามารถควบคุมการชักได้ จึงต้องพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากยาและอันตรายที่อาจเกิดหากโรคกำเริบ และหากจำเป็นต้องใช้ ให้ใช้ Phenytoin ในขนาดที่น้อยที่สุดที่จะสามารถควบคุมการชักขณะตั้งครรภ์ได้ และอาจต้องพิจารณาให้โฟลิคเสริมสำหรับมารดา (เช่น วันละ 5 mg )อีกทั้งเฝ้าระวังภาวะเลือดไหลไม่หยุดในทารก หรือพิจารณาให้วิตามินเคแก่ทารกเมื่อคลอด

Praziquantel

B

การรักษาพยาธิตืดหมูในหญิงมีครรภ์ควรทำโดยเร่งด่วน และให้ใช้ Praziquantel ได้ ส่วนการใช้รักษาพยาธิใบไม้ในเลือดนั้น ควรพิจารณาประโยชน์ที่ได้รับกับอันตรายที่อาจเกิดต่อทารก และหลีกเลี่ยงการใช้เพื่อรักษาพยาธิใบไม้อื่น ๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ โดยควรรอให้คลอดก่อนจึงใช้ยา

Prazosin

 C

การให้ยาขนาดสูงในสัตว์ทดลองพบว่าทำให้ทารกที่คลอดออกมามีน้ำหนักตัวน้อย แต่ไม่พบการเกิดภาวะทารกวิรูป ในมนุษย์ยังมีข้อมูลจำกัด แต่ที่เคยมีการใช้ตลอดระยะการตั้งครรภ์ ไม่พบว่าทำให้เกิดความผิดปกติแต่แรกเกิดในทารก หากจำเป็นจึงให้ใช้ Prazosin ได้ขณะตั้งครรภ์

Prednisolone

 C

มีรายงานว่ายาอาจทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในทารกหากใช้ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แต่ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลดังกล่าว หากจำเป็นจึงให้ใช้ Prednisolone ในขณะตั้งครรภ์ได้ และเนื่องจากยาอาจทำให้การสร้างอสุจิผิดปกติหากใช้ต่อเนื่องกันในขนาดสูง ภรรยาของผู้ป่วยจึงอาจต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 6 เดือนหลังผู้ป่วยหยุดยา

Primaquin

C

ยังไม่มีรายงานว่ายาทำให้เกิดความผิดปกติแรกคลอด แต่ก็ไม่มีข้อสรุปถึงความปลอดภัยของการใช้ในหญิงมีครรภ์ จึงควรหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการใช้ยาไปจนกว่าจะคลอด แต่หากจำเป็นก็สามารถใช้ Primaquine เพื่อป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อมาลาเรียในหญิงมีครรภ์ได้ ยกเว้นในไตรมาสสุดท้าย เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบเลือดในทารก นอกจากนี้ยาอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโลหิตจางในผู้ป่วย G-6-PD จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในมารดาที่เสี่ยงต่อภาวะดังกล่าว

Proctosedyl

 -

มีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากยานี้มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อยู่ด้วย จึงให้ใช้ Proctosedyl suppo. ในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ไม่ควรใช้ปริมาณมากและไม่ใช้ต่อเนื่องกันนานเกิน 7 วัน

Propranolol

 C / D (2-3 trimeste)

ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่พบว่าการใช้ในไตรมาสที่สองและสาม อาจมีผลกดการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Propranolol ในขณะตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 - 3 แต่หากจำเป็นต้องใช้ ควรสังเกตอาการแสดงของ beta blockade เช่น bradycardia, hypotension, hypoglycemia ของทารกหลังคลอด 24 - 48 ชั่วโมง

Propylthiouracil

 D

ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่พบว่าการใช้ในไตรมาสที่สองและสาม อาจทำให้เกิดภาวะขาดฮอร์โมนธัยรอกซินและเกิดเป็นโรคคอพอกในทารก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Propylthiouracil  ในขณะตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 - 3 แต่หากพิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องเสี่ยงใช้ยา (ยานี้ถือเป็นทางเลือกแรกในการรักษา) ควรใช้ในขนาดน้อยที่สุดเท่าที่จะควบคุมอาการได้ แม้จะพบว่าความเสี่ยงของการเกิดอุบัติการณ์ดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับขนาดการใช้ก็ตาม

Pseudoephedine

C

ยานี้ทำให้เกิดภาวะทารกวิรูปในสัตว์ทดลอง ส่วนในมนุษย์ เคยมีรายงานความผิดปกติแบบไม่รุนแรง (Club foot, Inguinal hernias) ในทารกที่มารดาใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ จึงให้ใช้ Pseudoephedrine ในขณะตั้งครรภ์ได้

Pyrazinamide

C

ไม่พบรายงานว่ายานี้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่เพียงพอมาสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยต่อการใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ จึงให้ใช้ Pyrazinamide ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ แต่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นสูตรการรักษาปกติ (ไม่ใช้เป็นทางเลือกแรก)

Pyridostigmine bromide (Mestinon)

 B

ยาผ่านรกไม่ได้ หรือผ่านได้น้อยมาก และไม่พบว่าทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ จึงให้ใช้ Pyridostigmine ในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ควรระวังการใช้รูปแบบฉีดโดยเฉพาะในระยะใกล้คลอด เพราะอาจทำให้คลอดก่อนกำหนด

Quinine

X

มีหลายรายงานที่แจ้งว่ายานี้ทำให้เกิดความผิดปกติแรกคลอดทางระบบประสาทและความผิดปกติของแขน-ขาในทารกที่มารดาได้รับยาในขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก และเนื่องจากมียาที่ปลอดภัยกว่าสำหรับใช้เพื่อป้องกันและรักษามาลาเรียในหญิงตั้งครรภ์  จึงห้ามใช้ Quinine ในหญิงตั้งครรภ์

Ranitidine

 B

ไม่พบรายงานที่สรุปได้ว่ายาทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงแนะนำให้ใช้ Ranitidine  ในขณะตั้งครรภ์ได้

Rifampicin

C

ยังไม่มีข้อสรุปที่ชี้ชัดว่าการใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์จะเป็นผลให้เกิดความผิดปกติแต่แรกเกิดในทารก แต่มีรายงานเกี่ยวกับอาการเลือดออกผิดปกติในเด็กแรกเกิด ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการให้วิตามิน K1 จึงให้ใช้ Rifampicin ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ แต่หากเป็นการใช้ในไตรมาสสุดท้าย ควรมีการให้ Vitamin K ในมารดาและทารกแรกเกิดด้วย

Ritonavir

B

ยังขาดข้อมูลที่เพียงพอมายืนยันเรื่องความปลอดภัยของการใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ แต่เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ที่ได้รับต่อมารดาเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อทารก เห็นว่าหญิงที่เคยได้รับ Ritonavir ก่อนตั้งครรภ์ก็ควรได้รับยานี้ต่อไปแม้มีการตั้งครรภ์ขึ้น และจัดได้ว่า Ritonavir เป็นยาทางเลือกของยากลุ่ม Protease inhibitors ที่ใช้ในระหว่างตั้งครรภ์

Roxithromycin

 B1

ข้อมูลมีจำกัด ไม่มีการยืนยันผลจาก FDA ของสหรัฐอเมริกา แต่ FDA ของออสเตรเลียไม่พบรายงานว่ายาทำให้เกิดอันตรายต่อทารก จึงแนะนำให้ใช้ Roxithromycin ในขณะตั้งครรภ์ได

Salbutamol

 C

พบความผิดปกติแต่กำเนิดในสัตว์ทดลองเมื่อใช้ในขนาดที่สูงกว่าขนาดการใช้ของมนุษย์หลายเท่า ส่วนข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์เมื่อใช้ขณะตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสแรกยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดได้หรือไม่ แต่ด้วยฤทธิ์ของยา อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ, เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำรุนแรงในมารดา, เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทั้งในมารดาและทารกในครรภ์ อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำในทารกได้ด้วย หากจำเป็น สามารถใช้ Salbutamol ในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ควรมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดถึงอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น

Saquinavir

C

ยังขาดข้อมูลที่เพียงพอมายืนยันเรื่องความปลอดภัยของการใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ แต่เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ที่ได้รับต่อมารดาเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อทารก เห็นว่าหญิงที่เคยได้รับ Saquinavir ก่อนตั้งครรภ์ก็ควรได้รับยานี้ต่อไปแม้มีการตั้งครรภ์ขึ้น

Serratiopeptidase (Danzen)

 -

 - - - ไม่มีข้อมูล - - -

Simvastatin

 X

พบความผิดปกติแต่กำเนิดและความผิดปกติของการสร้างอสุจิในสัตว์ทดลองส่วนในมนุษย์ยังมีข้อมูลจำกัด แม้จะไม่พบรายงานความผิดปกติในทารกเกิดขึ้นจากมารดาที่ได้รับยานี้ แต่เนื่องจากการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนในขณะตั้งครรภ์ จึงไม่ควรใช้ Simvastatin ในขณะตั้งครรภ์

Sodium bicarbonate (Sodamint)

 C

สามารถใช้ Sodium bicarbonate ในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดสูงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ๆ

Spironolactone

 C / D (pregnancy - induced hypertension)

ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ขณะตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากฤทธิ์ Antiandrogenic ของยาซึ่งพบว่าทำให้เกิดลักษณะเพศหญิงในตัวอ่อนเพศชายของสัตว์ทดลอง อีกทั้งไม่ควรนำยาในกลุ่มยาขับปัสสาวะมาใช้ในหญิงตั้งครรภ์ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Spironolactone ขณะตั้งครรภ์ ยกเว้นผู้ที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย

Stavudine (d4T)

C

ข้อมูลยังมีจำกัด แต่พบว่ายามีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยที่จะเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Stavudine ในขณะตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสที่แรก เพราะพบว่ายามีผลยับยั้งการพัฒนาของตัวอ่อนในสัตว์ทดลอง และอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะเลือดเป็นกรดและ Hepatic steanosis ได้

Sucralfate

 B

ยาถูกดูดซึมได้น้อย แต่หากได้รับตัวยา Aluminium เข้าสู่ร่างกายมาก (Sucralfate 1 g มี Aluminium 207 mg) พบว่ามีผลต่อการเรียนรู้และความทรงจำในสัตว์ทดลอง ส่วนในมนุษย์ไม่พบรายงานที่ชี้ชัดได้ว่าผู้ที่ไม่มีการทำงานของไตบกพร่อง เมื่อใช้ยาในขนาดปกติระหว่างตั้งครรภ์ จะเกิดความเสี่ยงต่อทารก จึงให้ใช้ Sucralfate ในขณะตั้งครรภ์ได้

Sulfamethoxazole + Trimethoprim (Bactrim)

C

ยากลุ่ม Sulfonamides ทำให้เกิดทารกวิรูปในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พบว่าตัวยาทั้งสองผ่านรกได้ และจะคงอยู่ในร่างกายของทารกอีกหลายวันหลังคลอดหากได้รับขณะใกล้คลอด ยาจะทำให้เกิด Unbound bilirubin ซึ่งทารกแรกคลอดยังไม่สามารถกำจัดได้สมบูรณ์ ทำให้เกิด Kernicterous (อาการดีซ่านชนิดหนึ่งในทารกแรกเกิด) จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Co-trimoxazole ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะไตรมาสแรกและ ระยะใกล้คลอด

Tetracycline

D

พบว่าการใช้ยากลุ่ม Tetracyclines ในระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้เกิดความผิดปกติต่อกระดูกและฟันอย่างถาวรของทารก(ผลการเปลี่ยนสีฟันอย่างถาวรมักจะพบเมื่อมีการใช้ยาในอายุครรภ์ประมาณ 5-6 เดือนขึ้นไปซึ่งเป็นระยะของการสร้างฟันของตัวอ่อน) ไปจนถึงความพิการแต่กำเนิด(จากการศึกษานั้น พบได้จากการใช้ยาในทุกระยะของการตั้งครรภ์) อีกทั้งยังทำให้เกิดพิษต่อตับของมารดา(มักพบเมื่อมีการใช้ยาทางหลอดเลือดดำในขนาดมากกว่า 2 g/day หรือเมื่อใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน) จากข้อมูลข้างต้น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Tetracycline ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นระยะในการสร้างกระดูกและฟันของตัวอ่อน

Theophylline

 C

ยานี้เป็นยาทางเลือกสำหรับใช้รักษาหอบหืดในหญิงตั้งครรภ์ แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเรื่องความปลอดภัยเมื่อใช้ขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่พบว่าการใช้ในไตรมาสสุดท้ายโดยเฉพาะในระยะใกล้คลอดอาจจะทำให้ทารกมีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ, อาเจียน และกระวนกระวาย รวมทั้งหากใช้ในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะขาดยาในเด็กแรกคลอดได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Theophylline ในขณะตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้ายหรือระยะใกล้คลอด

Tibolone

 

  - - - ไม่มีข้อมูล - - -

Tramadol

 C

ในสัตว์ทดลอง ยาไม่ทำให้เกิดทารกวิรูป แต่มีพิษต่อตัวอ่อนเมื่อใช้ในขนาดที่สูงมาก ส่วนในมนุษย์ ยังไม่พบว่ายาทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่เนื่องจากข้อมูลมีจำกัด จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Tramadol ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะต้น ๆ ของการตั้งครรภ์

Trifluoperazine

 C

มีรายงานว่าพบเด็กที่มีความผิดปกติแต่กำเนิดเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่ประวัติว่ามารดามีการใช้ยานี้ในระยะไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แต่จากการศึกษาอื่น ๆ ไม่พบข้อมูลที่สอดคล้องเพื่อยืนยันข้อสรุปดังกล่าว จึงยังนับว่ายานี้มีความปลอดภัยหากจำเป็นต้องใช้ขณะตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม หากใช้ยาในกลุ่มนี้ในขนาดสูง ช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดความผิ ดปกติของระบบประสาทในทารกแรกคลอด สรุปก็คือ สามารถใช้ Trifluoperazine ในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขนาดสูงในระยะท้าย ๆ ของการตั้งครรภ

Trihexyphenidyl (Benzhexol)

 C

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Trihexyphenidyl ในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดแบบไม่รุนแรง (Minor malformation) ได้

Verapamil

C

ในสัตว์ทดลอง ยาไม่ทำให้เกิดทารกวิรูป แต่มีพิษต่อตัวอ่อนเมื่อใช้ในขนาดที่สูงมาก ส่วนในมนุษย์ ยังไม่พบข้อมูลที่ยืนยันแน่ชัดว่ายามีอันตรายต่อทารกในครรภ์ หากจำเป็น จึงให้ใช้ Verapamil ขณะตั้งครรภ์ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในระยะใกล้คลอด เพราะยาอาจมีผลคล้ายกล้ามเนื้อมดลูกได้

Vitamin B complex

 A / C (if dose is above RDA)

ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าการใช้วิตามินบี 1 ในขนาดสูงจะทำให้เกิด Anencephaly และ วิตามินบี 2 ในขนาดสูงจะทำให้เกิด Phocomelia และ Infantile convulsant ในทารกจริงหรือไม่ แต่ให้ใช้ Vitamin B complex ขณะตั้งครรภ์ได้ โดยไม่ควรใช้เกินขนาดที่ RDA กำหนดไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์

Vitamin B1

A / C (if dose is above RDA)

ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าการใช้ยานี้ในขนาดสูงจะทำให้เกิด Anencephaly ในทารกจริงหรือไม่ แต่สามารถใช้ Vitamin B1 ขณะตั้งครรภ์ได้โดยปลอดภัย หากไม่ใช้เกินขนาดที่ RDA กำหนดไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ (1.5 มิลลิกรัมต่อวัน)

Vitamin B1-6-12

 A / C (if dose is above RDA)

ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าการใช้วิตามินบี 1 ในขนาดสูงจะทำให้เกิด Anencephaly และ วิตามินบี 2 ในขนาดสูงจะทำให้เกิด Phocomelia และ Infantile convulsant ในทารกจริงหรือไม่ แต่ให้ใช้ Vitamin B1-6-12 ขณะตั้งครรภ์ได้ โดยไม่ควรใช้เกินขนาดที่ RDA กำหนดไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์

Vitamin B2

 A / C (if dose is above RDA)

สามารถใช้ Vitamin B2 ขณะตั้งครรภ์ได้โดยปลอดภัย หากไม่ใช้เกินขนาดที่ RDA กำหนดไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ (1.5 มิลลิกรัมต่อวัน)

Vitamin C

 A / C (if dose is above RDA)

ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าการใช้ยาในขนาดสูงจะทำให้เกิด Anencephaly และ Infantile scurvy ในทารกจริงหรือไม่ แต่ให้ใช้ Vitamin C ขณะตั้งครรภ์ได้ โดยไม่ควรใช้เกินขนาดที่ RDA กำหนดไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ (70 mg / day)

Zidovudine (AZT)

 C

แม้ในมนุษย์จะไม่พบรายงานความผิดปกติแต่กำเนิดในทารกที่มารดามีการใช้ยานี้ แต่พบว่ายาอาจมีผลกดการเจริญเติบโตและทำให้เกิดภาวะเลือดจางของทารกในครรภ์ อีกทั้งในสัตว์ทดลอง ยาในขนาดสูงมาก ๆ อาจจะเป็นพิษต่อตัวอ่อนและทำให้เกิดภาวะทารกวิรูปได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Zidovudine (AZT) ในขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่อาจพิจารณาให้ใช้ได้หากเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ต่อมารดาและทารกในครรภ์ มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

Zidovudine + Lamivudine (Combid)

 C

แม้ในมนุษย์จะไม่พบรายงานความผิดปกติแต่กำเนิดในทารกที่มารดามีการใช้ยานี้ แต่พบว่ายาอาจมีผลกดการเจริญเติบโตและทำให้เกิดภาวะเลือดจางของทารกในครรภ์ อีกทั้งในสัตว์ทดลอง ยาในขนาดสูงมาก ๆ อาจจะเป็นพิษต่อตัวอ่อนและทำให้เกิดภาวะทารกวิรูปได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ Zidovudine + Lamivudine (Combid) ในขณะตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่อาจพิจารณาให้ใช้ได้หากเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ต่อมารดาและทารกในครรภ์ มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

 

นิยามศัพท์

มาตรฐานของสหรัฐอเมริกา (US FDA)

CAT A สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากมีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์แล้วพบว่ายาไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทั้งไตรมาสแรกและตลอดอายุครรภ์
CAT B ปลอดภัย มีการศึกษาว่าไม่ก่อให้เกิดพิษกับทารกในครรภ์ของสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่มีการศึกษาทดลองในมนุษย์
CAT C พบว่ามีอันตรายต่อทารกในครรภ์ของสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่มีการศึกษาทดลองในหญิงตั้งครรภ์
CAT D มีรายงานว่าเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ของมนุษย์ แต่เป็นยาที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ยาที่ใช้ช่วยชีวิต หรือไม่สามารถใช้ยาตัวอื่นในการรักษาได้
CAT X พบการรายงานว่ามีอันตรายต่อทารกในครรภ์ทั้งในสัตว์ทดลองและมนุษย์

มาตรฐานของออสเตรเลีย (ADEC)

CAT A สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย... มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากแล้วพบว่ายาไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทั้งไตรมาสแรกและตลอดอายุครรภ์
CAT B1 สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย... มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์จำนวนจำกัดและพบว่ายาไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทั้งไตรมาสแรกและตลอดอายุครรภ์ และไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ของสัตว์ทดลอง
CAT B2 สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย... มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์จำนวนจำกัดและพบว่ายาไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทั้งไตรมาสแรกและตลอดอายุครรภ์ ส่วนการศึกษาในสัตว์ทดลองมีข้อมูลจำกัดหรือขาดหลักฐานที่แน่ชัด แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะมีอันตรายต่อทารกในครรภ์ของสัตว์ทดลอง
CAT B3 สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย... มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์จำนวนจำกัดและพบว่ายาไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทั้งไตรมาสแรกและตลอดอายุครรภ์ แต่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ของสัตว์ทดลอง

CAT C มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ของมนุษย์ แต่อาจจะดีขึ้นหรือหายไปได้ และไม่ทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิด ควรมีการให้คำแนะนำถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นหากจำเป็นต้องใช้ยา
CAT D มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ของมนุษย์แบบถาวร หรือเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด จึงต้องมีการให้คำแนะนำถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นหากจำเป็นต้องใช้ยา
CAT X มีความเสี่ยงสูงที่ยาจะทำให้เกิดอันตรายอย่างถาวรต่อทารกในครรภ์ของมนุษย์ จึงไม่ควรนำมาใช้ระหว่างที่ตั้งครรภ์

หมายเหตุ : รพร.กุฉินารายณ์จะอ้างอิงตาม US FDA เป็นหลัก (ยกเว้นไม่มีข้อมูล จึงอ้างอิงตาม ADEC)

กลับขึ้นด้านบน

 

เอกสารอ้างอิง

1 = DRUGS in PREGNANCY and LACTATION 5th edition 1997

2 = DRUG INFORMATION HANDBOOK 12th edition 2004-2005

3 = AHFS DRUG HANDBOOK 2nd edition 2003

4 = PRESCRIBING MEDICINES in PREGNANCY 4th edition 1999

5 = WHO Model formulary (Appendix 2 : Pregnancy)

6 = http://www.safefetus.com

7 = http://www.kelly-mom.com

กลับขึ้นด้านบน