คุยเฟื่องเรื่องสมุนไพร

ภญ.จารุณี   สมมิตร

ตอน...

          สำหรับกระแสสมุนไพรที่กำลังเป็นที่สนใจใคร่รู้ของสาว ๆ (หรือแม้แต่หนุ่ม ๆ) ณ ตอนนี้คงจะมีชื่อของกวาวเครืออยู่ในกลุ่มต้น ๆ เป็นอย่างแน่นอน เพราะมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกวาวเครือออกมาวางจำหน่ายที่บรรยายสรรพคุณในการเพิ่มขนาดทรวงอก หรือทำให้ทรวงอกกระชับได้รูป  ซึ่งสรรพคุณที่กล่าวมาข้างต้นนั้นอาจทำให้สาว ๆ หลายคนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ทันที ทั้งที่อาจยังไม่ได้ศึกษาสรรพคุณของกวาวเครือที่ดีพอ

          กวาวเครือซึ่งเป็นพืชในวงศ์ Papilionaceae ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pueraria mirifica ตามตำรายาไทยส่วนรากของสมุนไพรชนิดนี้ ถูกนำมาใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงผิวพรรณและทรวงอกให้เต่งตึง โดยมีขนาดรับประทานเพียงวันละ 1-2 เม็ดพริกไทย  อีกทั้งมีข้อห้ามมิให้ใช้ในคนหนุ่มสาว ในทางพฤกษเคมี หัวกวาวเครือ พบสารเคมีที่น่าสนใจคือสารกลุ่ม coumarins ได้แก่ coumestrol, สารกลุ่ม flavonoids  ได้แก่ genistein, สารกลุ่ม chromene ได้แก่ miroestrol ซึ่งเป็นสารที่มีรายงานว่ามีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน พบเป็นปริมาณ 0.002-0.003% ของน้ำหนักหัวแห้ง  สารกลุ่ม steroids ได้แก่ b-sitosterol และ stigmasterol อื่นๆ ได้แก่ alkane alcohols, ไขมัน และ น้ำตาล

          งานวิจัยเกี่ยวกับกวาวเครือส่วนใหญ่เน้นไปที่การศึกษาผลของสารที่จัดอยู่ในกลุ่มของไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) ของสมุนไพรหรือสิ่งสกัดจากสมุนไพรชนิดนี้ ซึ่งผลการทดลองเกือบทั้งหมดเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ยังมีการศึกษาในมนุษย์น้อยมาก งานวิจัยในช่วงแรก ๆ มุ่งไปที่การศึกษาฤทธิ์ของสาร miroestrol ซึ่งพบ ผลการทดลองในสตรีที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติ 10 คน โดยให้สารนี้ในขนาด 1 และ 5 มก. วันละ 6 ครั้ง พบว่าสารนี้แสดงฤทธิ์เป็น estrogen อย่างรุนแรง โดยแสดงผล 2-3 สัปดาห์หลังจากเริ่มให้สารนี้ และในบางกรณีสามารถทำให้ประจำเดือนมาหลังจากหยุดให้สาร 7-18 วัน อาการข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน บางรายมีอาการทรวงอกขยายใหญ่ขึ้น และอาการจะเห็นได้ชัดเมื่อใช้ขนาดที่สูง           

          สำหรับสารที่จัดอยู่ในกลุ่มของไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) ในกวาวเครือเป็นสารจากพืชที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนส์ที่ควบคุมลักษณะทางเพศตลอดจนการทำงานของระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง ในยาแผนปัจจุบันได้มีการนำเอาสารในกลุ่มเอสโตรเจนมาใช้เป็นส่วนประกอบของยาคุมกำเนิด และใช้เป็นฮอร์โมนส์ทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน ซึ่งการใช้ในลักษณะดังกล่าวมานี้จะปลอดภัยที่สุดก็ต่อเมื่อได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ก่อนใช้ ประกอบกับมีการเฝ้าระวังติดตามการใช้อย่างติดต่อสืบเนื่อง ตัวอย่างเช่นสตรีที่ใช้ฮอร์โมนส์ทดแทนควรจะได้รับการตรวจหามะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก ก่อนเริ่มใช้และในขณะที่ใช้ฮอร์โมนส์เป็นประจำทุก ๆ ปี เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าการได้รับเอสโตรเจนติดต่อกันนาน ๆ มีส่วนทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดสูงขึ้น

 

อ้างอิงจาก  http://www.pharm.chula.ac.th/surachai/Miscel/Khao-01.htm สืบค้น 23 มี.ค. 48