APR น่ารู้
ภญ.ประจงจิตร เขาเขียว
ตอน... ยาคุมกำเนิดและอาการข้างเคียง
|
|
เคยได้รับคำถามจากผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งหลังจากมีบุตรก็คุมกำเนิดโดยการกินยาคุมมาตลอด ตั้งแต่เริ่มกินยาคุมจะมีอาการคลื่นไส้เวลาตื่นนอนใหม่และเวลาแปรงฟัน ถ้าวันไหนไม่กินก็จะไม่เป็นแบบนี้ อาการอย่างนี้เรียกว่าแพ้ยาหรือไม่และจะเปลี่ยนไปใช้การคุมกำเนิดวิธีใดได้แทนการกินยา อีกทั้งตั้งแต่มีบุตรก็มีประจำเดือนน้อยมาก การแพ้ยาคุมและเป็นประจำเดือนน้อยจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ อย่างไร |
ดังนั้น จึงขอทำความเข้าใจนะคะว่าอาการที่กล่าวมาไม่ใช่อาการแพ้ยา แต่เป็นอาการข้างเคียงของการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งจะมีอาการดังต่อไปนี้
1. คลื่นไส้อาเจียน เป็นผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มักเกิดในช่วง 2-3 เดือนแรก แก้ไขโดยกินทันทีหลังอาหารเย็น
2. เลือดออกกระปริบกระปรอย แก้ไขโดยการกินยาเวลาใกล้เคียงกันที่สุดในทุกวัน แต่ถ้าใช้ยาคุมชนิดที่มีเอสโตรเจนต่ำอยู่ (เช่น 20 ไมโครกรัม) ให้เปลี่ยนเป็นแบบที่มีเอสโตรเจนมากขึ้น เช่น แบบ 30 ไมโครกรัม
3. น้ำหนักตัวเพิ่ม แก้ไขโดยการใช้ยาคุมชนิดเอสโตรเจนต่ำกว่า แต่ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่ม มากกว่า 5 กิโลกรัม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงต้องพิจารณาเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
4. ความดันโลหิตสูงขึ้น แก้ไขโดยการลดปริมาณเอสโตรเจน จาก 30 ไมโครกรัม ให้เหลือแบบ 20 ไมโครกรัม และต้องหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตบ่อยๆ
5. หน้าเป็นฝ้า ถ้าเริ่มเป็นฝ้า ก็คงต้องพิจารณาใช้ยาที่มีเอสโตรเจน 20 ไมโครกรัม พร้อมกับการรักษาฝ้า ยากันแดด หลีกเลี่ยงแดด และถ้ายังเป็นอยู่ ก็ต้องพิจารณาเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
6. อาการปวดศีรษะ ถ้าปวดเล็กน้อยก็กินยาแก้ปวด แต่ถ้าเป็นการปวดแบบไมเกรน ที่มีอาการปวดหัวข้างเดียว ก็ต้องหยุดยา
7. รอบเดือนมากระปริบกระปรอย หรือขาดระดู มักเป็นกับคนที่ใช้ยาคุมแบบ 20 ไมโครกรัม ให้เปลี่ยนไปใช้แบบ 30 ไมโครกรัมแทน
8. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่นอาการซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นผลจากโปรเจสโตเจนสูง ถ้ามีอาการมาก คงต้องปรึกษาแพทย์
|
ส่วนวิธีการคุมกำเนิดอื่นที่ใช้แทนการทานยาอาจใช้เป็นการใช้ถุงยางอนามัยจะปลอดภัยที่สุดค่ะ |
|