|
|
|
กลาก เกิดจากเชื้อราซึ่งมีอยู่หลายชนิด และชอบเจริญอยู่เฉพาะบริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด เส้นผม และเล็บ
โรคนี้ติดต่อได้ง่ายต่อการสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง หรือใช้ของร่วมกับผู้ที่เป็น
|
กลากที่เกิดขึ้นกับบริเวณต่าง ๆ จะมีอาการของโรคต่างกัน ดังต่อไปนี้... |
|
อาจเป็นที่บริเวณใบหน้า คอ ลำตัว แขนหรือขา เริ่มแรกจะเป็นตุ่มแดง แล้วค่อย ๆ ลามออกไป จะมีลักษณะเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน ขอบยกนูนเล็กน้อย และมีสีแดง มักมีตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหรือขุยขาวอยู่รอบวง มีอาการคันเล็กน้อย |
มักจะพบมากในเด็ก มีอาการผมร่วงเป็นหย่อม ลักษณะเป็นวง สีเทา มีสะเก็ดเป็นขุยขาว และมีปลายเส้นผมที่หักคาเป็นปลายสั้น ๆ หรือเห็นเป็นจุดดำและมีอาการคัน |
พบในคนที่มีเหงื่อออกมาก ร่างกายอับชื้น เริ่มแรกจะเป็นตุ่มแดงที่ต้นขาหรือขาหนีบ แล้วลุกลามเป็นวงไปที่ต้นขาด้านในและอวัยวะเพศภายนอก (อัณฑะหรือปากช่องคลอด) หรืออาจลามไปที่ก้น เป็นผื่นมีลักษณะสีแดงมีสะเก็ดและขอบชัดเจน มีอาการคัน และมักเป็นทั้งสองข้าง บางคนอาจเกาจนมีน้ำเหลือง หรือผิวหนังหนา |
พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่ทำให้อับชื้น นอกจากนี้ยังพบในคนที่เท้าเปียกน้ำบ่อย ๆ อาการที่แสดง คือ ผิวหนังบริเวณง่ามเท้าเป็นขุยขาวและยุ่ย ต่อมาลอกเป็นแผ่นหรือสะเก็ด แล้วแตกเป็นร่องและมีกลิ่น ถ้าแกะลอกผิวหนังที่เป็นขุยขาวและเปื่อยยุ่ยออกจะเห็นผิวหนังข้างในมีลักษณะแดง และมีน้ำเหลืองซึม มักมีอาการคันร่วมด้วย บางคนอาจลามไปที่ฝ่าเท้าหรือเล็บเท้า |
ถ้าเป็นที่เล็บเท้ามักเกิดจากโรคฮ่องกงฟุตที่เป็นเรื้อรัง จะเป็นที่นิ้วก้อยมากกว่าที่นิ้วอื่น ๆ เล็บจะด้าน ไม่เรียบตรง และมีลักษณะขุ่น ต่อมาเล็บจะหนาขึ้น และผุกร่อนทั้งเล็บ ถ้าเป็นที่เล็บมือ มักมีอาการของโรคเชื้อราที่บริเวณอื่นมาก่อน หรือติดเชื้อราจากร้านเสริมสวย เล็บจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง น้ำตาล ขาวขุ่นเป็นหย่อม ทำให้มีลักษณะขรุขระและยุ่ย เล็บจะแยกจากหนังใต้เล็บ ถ้าเป็นมากเล็บจะผุกร่อนทั้งเล็บ |
|
ถ้าเป็นกลากที่ผิวหนัง ง่ามเท้า หรือฝ่าเท้า - ใช้ยารักษาทานาน 3 - 4 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพื่อรอให้ผิวหนังที่ปกติเจริญขึ้นมาแทนที่ - ในรายที่เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง อาจต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานด้วย - ควรรักษาความสะอาดของร่างกาย อย่าให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายอับชื้น - ล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้อับชื้น สวมรองเท้าแบบสานโปร่งแทนการสวมถุงเท้าและรองเท้าอย่างมิดชิด |
|
|
ถ้าเป็นกลากที่ขาหนีบ ควรเปลี่ยนกางเกงในทุกวัน หลีกเลี่ยงการใช้กางเกงในที่รัดแน่น หรืออบอ้าวเกินไป
|
|
ถ้าเป็นกลากที่ศีรษะหรือเล็บ ควรตัดผมหรือเล็บให้สั้น ใช้ยารักษากลากทาแล้วใช้พลาสเตอร์สำหรับปิดแผลปิดทับ เพื่อทำให้ปริมาณตัวยาซึมผ่านมากขึ้น กรณีที่เป็นบริเวณกว้าง อาจต้องไปพบแพทย์เพื่อใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานร่วมด้วย |
|
|
|
ยารักษากลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า มีตัวยาประกอบด้วย กรดเบนโซอิค และ กรดซาลิซัยลิค ใช้ทาวันละ 2 - 3 ครั้ง นาน 3 - 4 สัปดาห์ |
กรดซาลิซัยลิคซึ่งอยู่ในยานี้จะออกฤทธิ์ละลายขุย ทำให้ผิวหนังลอก และหลุดออก ซึ่งมีผลให้เชื้อราที่อยู่บริเวณผิวหนังขาดอาหาร ตาย และหลุดออกมาได้ ส่วนกรดเบนโซอิคออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อราโดยตรง
หากใช้ยานี้แล้วเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง ให้หยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เกลื้อน เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่มีอยู่ตามผิวหนังของคนเราเป็นปกติ โดยทั่วไปเชื้อราชนิดนี้ไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่บางคนที่มีเหงื่อออกมาก เชื้อรานี้จะเจริญงอกงามจนทำให้กลายเป็นเกลื้อนได้
โรคนี้พบได้บ่อยในคนหนุ่มสาว พบน้อยในเด็กและคนสูงอายุ มักพบในคนที่ใส่เสื้อผ้าที่อบอ้าว หรือมีเหงื่อออกมาก เช่น คนที่ทำงานกลางแดด นักกีฬา เป็นต้น
โรคนี้ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ยากมาก การเกิดโรคขึ้นกับสภาวะร่างกายของผู้ที่เป็น ที่เสริมให้เชื้อราที่มีอยู่บนผิวหนังเจริญงอกงาม มากกว่าการติดโรคจากการสัมผัสกับคนที่เป็นเกลื้อน
|
อาการของโรคเกลื้อน ได้แก่ มีผื่นขึ้นเป็นดวงกลมเล็ก ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 - 5 มิลลิเมตร จำนวนหลายดวง กระจายทั่วไปในบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น หน้า ซอกคอ หลัง ไหล่ หน้าอก เป็นต้น ผื่นมักแยกกันอยู่เป็นดวง ๆ บางครั้งอาจมาต่อกันเป็นแผ่นขนาดใหญ่ |
|
ผื่นจะมีสีกันได้หลายสี ตั้งแต่ สีขาว น้ำตาลจาง จนถึงน้ำตาลแดง เห็นเป็นรอยด่างหรือรอยแต้ม
ในระยะที่เป็นใหม่ ๆ ถ้าเอาเล็บขูดผื่นเหล่านี้จะร่วนออกมาเป็นสะเก็ดขาวเป็นขุย ๆ คนที่เป็นมักไม่มีอาการคัน ยกเว้นในบางครั้งขณะมีเหงื่อออกมาก อาจจะรู้สึกคันเล็กน้อยพอรำคาญ
|
|
ควรรักษาความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า อย่าใส่เสื้อผ้าที่อับชื้นเหงื่อเป็นเวลานาน |
|
|
ยารักษากลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า มีตัวยาประกอบด้วย กรดเบนโซอิค และ กรดซาลิซัยลิค ใช้ทาวันละ 2 - 3 ครั้ง นาน 3 - 4 สัปดาห์ |
คนที่เคยเป็นเกลื้อน เมื่อหายแล้วอาจเป็นใหม่ได้อีก เพราะเชื้อราที่เป็นสาเหตุมีอยู่ในร่างกายของคนเราเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ เนื่องจากอาจมีภาวะผิดปกติของร่างกายอื่น ๆ ร่วมด้วย