ท้องผูก หมายถึง การถ่ายอุจจาระที่มีจำนวนน้อยครั้งผิดปกติ ถ่ายลำบาก และอุจจาระที่ออกมามีลักษณะแห้งและแข็งกว่าปกติ มีปริมาณน้อย

          ท้องผูกไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการแสดงออกของหลาย ๆ โรคที่ทำให้น้ำในลำไส้ลดน้อยลง เช่น เกิดความผิดปกติในการหลั่งและการดูดซึม หรือการเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง ทำให้น้ำในอาหารที่อยู่ในลำไส้ถูกดูดซึมจนเหลือน้อย เป็นผลให้อุจจาระแข็งและขับถ่ายช้า

 

สาเหตุของอาการท้องผูก

วิธีป้องกันตนเองไม่ให้ท้องผูก

การรักษาด้วยยาสามัญประจำบ้าน

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

 

 

สาเหตุใหญ่ ๆ ที่ทำให้ท้องผูก มี 2 ประการ คือ...

1. ความผิดปกติทางกายภาพ

          เกิดจากความผิดปกติทางร่างกาย หรือ โรคของลำไส้ หรือ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาคลายกังวล ยารักษาโรคจิตและอาการซึมเศร้า และยาคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเรียบ เป็นต้น

 

2. อาการท้องผูกโดยไม่มีความผิดปกติทางกายภาพ

          เป็นอาการท้องผูกที่พบในคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรค มักเกิดจากนิสัย ความเป็นอยู่ หรือจากสิ่งแวดล้อม อารมณ์จิตใจ เช่น รับประทานอาหารที่มีกากน้อย ดื่มน้ำน้อย ขาดการออกกำลังกาย หรือกลั้นอุจจาระ

 

 

วิธีป้องกันตนเองไม่ให้ท้องผูก

          อาการท้องผูกทั่วไปที่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางกายภาพ สามารถป้องกันได้ดังนี้...

flower05_pink.gif รับประทานอาหารที่มีกากใยให้พอเพียง  กากอาหารจะช่วยอุ้มน้ำไว้ ทำให้อุจจาระไม่แข็ง มีปริมาณมาก และผ่านลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้น ตัวอย่างอาหารที่มีกากเช่น ผักคะน้า ผักกะเฉด ผักบุ้ง ผักตำลึง มะละกอ ส้ม กล้วยสุก ข้าวโพด ฯลฯ

flower05_blue.gif ดื่มน้ำมาก ๆ

flower05_pink.gif ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อที่ต่าง ๆ รวมทั้งกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่แข็งแรงด้วย

flower05_blue.gif พยายามถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา และไม่กลั้นอุจจาระ

flower05_pink.gif พยายามไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลมากเกินไป

 

 

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

          แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีกากมากขึ้น เช่น ผักและผลไม้ และดื่มน้ำให้เพียงพอ ปรับปรุงและเปลี่ยนนิสัยการกลั้นอุจจาระ ขับถ่ายให้เป็นเวลาและไม่รีบร้อน หากรับประทานยาระบายเป็นประจำควรหยุดยา อาชีพที่นั่งทำงานอยู่กับที่เป็นประจำควรได้ออกกำลังกาย โดยเฉพาะการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังหน้าท้อง ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ปกติ และเป็นเวลามากขึ้น หากปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วยังไม่ได้ผล อาจต้องใช้ยารักษา

 

 

การรักษาด้วยยาสามัญประจำบ้าน

ยาระบายแมกนีเซีย

 

          ประกอบด้วยตัวยาที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดการกระตุ้นผนังลำไส้ มีผลให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น ทำให้ถ่ายอุจจาระค่อนข้างเหลวภายใน 2 - 6 ชั่วโมงหลังรับประทานยา

          ก่อนใช้ยาควรเขย่าขวดให้ดีเสียก่อน รับประทานก่อนนอนหรือตื่นนอนตอนเช้า ตามขนาดดังนี้...

          ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 2 - 3 ช้อนโต๊ะ

          เด็กอายุ 6 - 12 ปี รับประทานครั้งละ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ

          เด็กอายุ 1 - 6 ปี รับประทานครั้งละ 1 - 3 ช้อนชา

           ห้ามใช้ยานี้เมื่อมีอาการปวดท้อง หรือคลื่นไส้อาเจียน และไม่ควรรับประทานเป็นประจำ

 

 

 

 

ยาระบายโซเดียมคลอไรด์

ชนิดสวนทวาร

          ใช้บรรเทาอาการท้องผูก และสวนทวารให้ถ่ายอุจจาระ มีตัวยาที่ออกฤทธิ์ทำให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น และถ่ายอุจจาระออกมามีน้ำปนมาก

         ใช้สวนเข้าทวารหนัก โดยพยายามสอดปลายของภาชนะบรรจุยาเข้าไปในทวารหนักให้ลึกพอสมควร บีบยา แล้วกลั้นไว้จนทนไม่ไหวจึงลุกไปถ่าย ใช้ในเวลาที่ต้องการให้ถ่าย

          ผู้ใหญ่ ใช้ครั้งละ 20 - 40 มิลลิลิตร

          เด็กอายุ 6 - 12 ปี ใช้ครั้งละ 10 - 20 มิลลิลิตร

          เด็กอายุ 1 - 6 ปี ใชครั้งละ 5 - 10 มิลลิลิตร

           ไม่ควรใช้ยาระบายนี้เป็นประจำ

 

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

          ไม่ควรใช้ยาระบายรักษาตัวเอง แต่ควรไปพบแพทย์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้

 

3d_basic_home.gif