โรคภูมิแพ้ ที่พบได้บ่อย ๆ ได้แก่ ลมพิษ ผื่นแพ้จากการสัมผัส รวมไปถึงการแพ้อากาศ

          การที่จะเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้นั้น ร่างกายจะต้องได้รับสารกระตุ้นก่อน ซึ่งสารเหล่านี้ ได้แก่ เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ ฝุ่นละออง อาหารทะเล หรือแม้กระทั่งความร้อน ความเย็น

          ซึ่งเมื่อสัมผัสหรือได้รับสารเหล่านี้สู่ร่างกายก็จะกระตุ้นให้เกิดการแพ้ อาทิ เช่น ทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว เยื่อเมือกและผิวหนังเกิดอาการบวมแดง น้ำมูกน้ำตาไหล คันตา แสบตา รวมทั้งทำให้เกิดอาการคัน

          โรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้น อาจมีอาการแสดงต่างกันไป เช่น...

patrn01b.gif โรคลมพิษ

           ลักษณะอาการที่สำคัญ คือ เป็นผื่นนูนแดง และคันตามผิวหนัง อาจเกิดจาก อาหารและยาชนิดต่าง ๆ, แมลงกัดหรือต่อย, ต้นไม้บางชนิด

          โดยทั่วไปลมพิษมักจะหายภายใน 1 - 4 ชั่วโมง หรือไม่กี่วัน แต่ในบางรายอาจเป็นอยู่ทุกวัน และหากเป็นติดต่อกันนานเกิน 6 สัปดาห์จะเรียกว่าลมพิษเรื้อรัง ซึ่งมักไม่ทราบสาเหตุ

patrn01a.gif โรคแพ้อากาศ

           จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล คันตา และแสบตา หรือเกิดเยื่อจมูกอักเสบจากการแพ้

          ซึ่งอาการของการแพ้อากาศจะคล้ายกับหวัดมาก แต่แพ้อากาศจะไม่มีไข้ และมักเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ หรือเป็นประจำ เช่น เป็นทุกเช้าตลอดทั้งปี หรือเฉพาะในบางฤดู เช่น ฤดูหนาว

 

        โรคหวัด สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งจะทำให้เกิดการคัดจมูก มีการบวมแดงของเยื่อเมือกในจมูก น้ำมูกไหล และเพิ่มการหลั่งของของเหลวในหลอดลม ทำให้ไอมีเสมหะใส

 

 

การดูแลตนเองโดยไม่ใช้ยา

การรักษาด้วยยาสามัญประจำบ้าน

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

 

 

การดูแลตนเองโดยไม่ใช้ยา

ball_bound.gif  พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เครียด

ball_bound.gif  รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และดื่มน้ำวันละ 6 - 8 แก้ว

ball_bound.gif  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ball_bound.gif  หลีกเลี่ยงจากสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้

          - หากเป็นโรคภูมิแพ้ที่มีสาเหตุจากสัตว์เลี้ยง ควรเลิกเลี้ยงสัตว์ที่เป็นต้นเหตุ หรืออย่างน้อยต้องจำกัดบริเวณ ไ่ม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปในตัวบ้านหรือในห้องนอน

          - ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเพื่อป้องกันฝุ่นละออง หรือสิ่งที่ทำให้เกิดการแพ้หากมีความจำเป็นต้องทำงานที่อาจมีโอกาสได้รับสิ่งที่เป็นสาเหตุของการแพ้ เช่น การใช้เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

          - ควรทำความสะอาดโดยการซักผ้าปูที่นอนบ่อย ๆ นำที่นอนรวมทั้งหมอนออกตากแดด เพื่อกำจัดไรฝุ่น รวมทั้งราและฝุ่นละอองที่อาจเป็นสาเหตุของการแพ้

ball_bound.gif  หากเป็นลมพิษ ควรปฏิบัติดังนี้...

          - ใช้ความเย็นเข้าช่วย โดยอาจใช้ก้อนน้ำแข็งห่อผ้าประคบบริเวณที่เป็นผื่นบวมแดง ซึ่งความเย็นจะช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ลดอาการบวม แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับการเกิดลมพิษที่มีสาเหตุจากความเย็น

          - ไม่ควรอาบน้ำบ่อยเกินไป หรืออาบน้ำอุ่นโดยไม่มีความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้ผิวหนังเกิดการแห้งและระคายเคืองมากขึ้น

          - หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง หรือน้ำมันทาผิว เนื่องจากอาจทำให้อาการแพ้หายช้าลง

ball_bound.gif  ผู้ที่เป็นหวัด จะสามารถแพร่เชื้อโรคผ่านการไอหรือจามได้ จึงควรระวังการได้รับเชื้อจากไอหรือจามของผู้ป่วย

ball_bound.gif  หากเป็นหวัด ควรพยายามรักษาร่างกายให้อบอุ่นเสมอ และควรอาบน้ำอุ่น ซึ่งจะช่วยให้จมูกโล่งขึ้น

 

 

การรักษาด้วยยาสามัญประจำบ้าน

ยาเม็ดแก้แพ้ ลดน้ำมูก คลอร์เฟนิรามีน

          ใช้บรรเทาอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น น้ำมูกน้ำตาไหล จาม คันตา และการเกิดผื่นแดงจากการแพ้ ฯลฯ

          ในผู้ที่แพ้อากาศ ให้รับประทานยาในตอนเช้า และก่อนนอน

          ส่วนผู้ที่เป็นลมพิษ สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงจากสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และอาจใช้ยาบรรเทาอาการแพ้ - คัน ทุก 4 - 6 ชั่วโมงที่มีอาการ

          และการใช้ยานี้เพื่อบรรเทาอาการน้ำมูกไหลเนื่องจากหวัด ควรใช้เฉพาะเมื่อมีน้ำมูกใส แต่หากใช้มากเกินไปก็จะทำให้เสมหะข้นเหนียว จึงควรระมัดระวังไม่ใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด เพราะเสมหะที่ข้นเหนียวอาจขัดขวางทางเดินหายใจได้ การใช้บรรเทาหวัดจะรับประทานยาทุก 4 - 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ

          ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1 - 2 เม็ด ไม่ควรรับประทานเกินวันละ 12 เม็ด

          เด็กอายุ 6 - 12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด และไม่เกินวันละ 6 เม็ด

          ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม จึงควรหลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ เช่น การขับรถ การทำงานกับเครื่องจักรกล

          การใช้ยานี้ในเด็ก อาจทำให้ง่วงซึมมาก หรืออาจทำให้เด็กกวน งอแงมากขึ้น จึงไม่ควรใช้ยานี้ในเด็กเล็ก และควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในเด็กที่เคยชักมาก่อน

          ห้ามรับประทานยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และยาที่มีฤทธิ์กดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาระงับประสาท เพราะจะเสริมฤทธิ์ในการกดประสาทให้มากขึ้น

          ไม่ควรใช้ยานี้ในกรณีที่ทราบว่าป่วยด้วยโรคหอบหืด และควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตร

          การใช้ยาแก้แพ้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คือ ควรใช้ยาก่อนเกิดอาการ หรือรีบใช้ทันทีที่ทราบว่าได้รับสิ่งที่ทำให้เกิดการแพ้เข้าไปแล้ว หรือใช้เมื่อเริ่มมีอาากรหวัด อย่ารอให้อาการเป็นมากก่อน และใช้ไปจนกว่าอาการจะหมดไปถึงหยุดใช้ยา

 

 

 

ยาทาแก้ผดผื่นคัน คาลาไมน์

          ประกอบด้วย คาลาไมน์ และ ซิงค์ออกไซด์ ลักษณะคล้ายแป้งน้ำสีชมพู ให้เขย่าขวดก่อนใช้ยา

          ทายาบริเวณที่เป็นวันละ 3 - 4 ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการคันเนื่องจากผดผื่น ลมพิษ ผื่นแพ้ เป็นต้น

        

 

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

          ควรไปพบแพทย์ทันที หากโรคหวัดหรืออาการแพ้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอาการใดอาการหนึ่ง ต่อไปนี้...

 

3d_basic_home.gif