ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ 
นายวรณัฎฐ์ โชติจำลอง
นศ.ป.สศ.เทคนิคเภสัชกรรม
![]()
เมื่อรับประทานยาปฏิชีวนะต้องรับประทานให้ครบขนาดและกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด
เนื่องจากการทำลายเชื้อโรคนั้นต้องให้เชื้อโรคในร่างกายสัมผัสกับยาในระดับที่สูงพอ
อย่างต่อเนื่อง
เมื่อเรารับประทานยาขาดหรือไม่ตรงเวลาจะทำให้ระดับยาในเลือดไม่สูง
พอจะทำลายเชื้อโรค
ถ้าเรารับประทานยาไม่ต่อเนื่องจนครบกำหนดเชื้อโรคส่วนที่ยัง
เล็ดรอดอยู่จะขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นอีก
โรคติดเชื้อก็จะไม่หาย
มิหนำซ้ำในบางกรณีเชื้อโรค
ที่เล็ดรอดไปได้จะคุ้นเคยกับยาและกลายพันธุ์ไปเป็นเชื้อโรคที่ดื้อยา
ทำให้เกิดปัญหาในการรักษาเมื่อเกิดโรคติดเชื้อเดิมอีกครั้ง
เมื่อเกิดอาการที่สงสัยว่าเป็นการแพ้ยาให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ในกรณีที่มีอาการแพ้
รุนแรงควรหยุดใช้ยาทันทีแล้วรีบนำยาที่ใช้ขณะนั้นทั้งหมดไปปรึกษาแพทย์ผู้รักษาหรือ
เภสัชกร
เมื่อทราบว่าแพ้ยาใดแล้วจะต้องจดจำไว้เพื่อหลีกเลี่ยงยาดังกล่าวในการรักษา
โรคครั้งต่อๆ
ไป
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะเก็บไว้ใช้มากๆ
เนื่องจากการติดเชื้อนั้นจะต้องใช้ยาให้เหมาะกับ
เชื้อต้นเหตุซึ่งในแต่ละครั้งอาจแตกต่างกันไป
จึงควรพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกร
ทุกครั้งที่สงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อเพื่อจะได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง
เช่นเดียวกันไม่ควร
แบ่งปันยาปฏิชีวนะของตนให้ผู้อื่นที่เป็นโรคติดเชื้อเนื่องจากอาจเกิดจากเชื้อต้นเหตุ
ต่างชนิดกับที่ตัวเองเป็นอยู่
ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะที่สงสัยว่าเสื่อมหรือหมดอายุแล้ว
อาจสังเกตุได้จากวันหมดอายุ
ซึ่งพิมพ์อยู่บนแผง กล่อง หรือขวดยา
หรือลักษณะโดยทั่วไปของยา เช่น เม็ดยาชื้น
สีซีดจาง หรือแตกร้าว เป็นต้น
ถ้าเป็นยาปฏิชีวนะชนิดผงแห้งที่ต้องละลายน้ำก่อนใช้
ควรเก็บยาที่ละลายแล้วไว้ในตู้เย็นและใช้ให้หมดภายในเวลา
7 วัน
เนื่องจากยาน้ำ
ดังกล่าวมักไม่คงตัวอยู่นาน
ยาปฏิชีวนะบางอย่างมีข้อควรระวังพิเศษในการใช้ เช่น
ทำให้คลื่นไส้อาเจียน มีผลพิษ
ต่อไต
มีปฏิกิริยาต่อกันกับยาอื่นแล้วอาจทำให้เกิดอันตรายรุนแรง เป็นต้น
กรณีของยา
เหล่านี้เภสัชกรจะให้คำชี้แจงแก่ผู้ใช้ยาเสมอถึงข้อควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยง
ตัวอย่าง
ของกรณีดังกล่าว เช่น
การใช้ยาปฏิชีวนะอีริโทรมัยซินหรือยาต้านเชื้อราคีโตโคนาโซล
มีผลลดความสามารถทำลายยาของตับ
ถ้าหากใช้ร่วมกับยาแก้แพ้ชนิดไม่ทำให้ง่วง
บางตัว เช่น
เทอร์เฟนนาดีนหรือแอสเตมิโซลจะมีผลให้ยาแก้แพ้ดังกล่าวถูกทำลาย
น้อยลงจนเป็นเหตุให้เกิดผลพิษต่อหัวใจ
โดยทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งมี
อันตรายร้ายแรง เป็นต้น

![]()
อ้างอิง
http://www.pharm.chula.ac.th/Surachai/academic/CNS-Drgs/radio07.htm
http://www.pngo.moph.go.th/bangtong_so/h_005.html